Afleveringen

  • Q1: ดื่มเหล้า แบบไม่สร้างความเดือดร้อน

    A: การดื่มเหล้า เป็นโทษทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย และเป็นโทษทั้งในปัจจุบัน ในเวลาต่อมา และในเวลาต่อ ๆ มา

    - โทษของความเป็นนักเลงสุรา = เป็นบ่อเกิดของโรค ทอนกำลังปัญญา เสื่อมทรัพย์ เกิดทะเลาะวิวาท ไม่รู้จักละอาย ทำให้เสื่อมเสียงชื่อเสียง

    - ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท = ปัญหาจะเกิดขึ้น เมื่อดื่มสุรา เล่นพนัน คบเพื่อนชั่ว

    - ถ้าต้องดื่มสุราจริง ๆ ก็รักษาศีลอีก 4 ข้อให้ดี + เพิ่มสัมมาวาจา (ไม่พูดยุยงให้แตกกัน ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ) ก็จะมีโทษน้อยลงหน่อย อาจจะยังไม่เกินเส้นของความประมาทได้

    - เปลี่ยนวิธีฉลองจากดื่มสุรา เป็นการทำความดี เช่น ให้ทาน ช่วยเหลือคนอื่น ปฏิบัติธรรม


    Q2: หนี้สิน = บ่วง

    A: กับดัก = บ่วง = ความยึดถือ

    - ระบบเศรษฐกิจของโลก เป็นบ่วงของมนุษย์ ทำให้ทุกคนต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน ดอกเบี้ยเป็นตัวบังคับไม่ให้เงินฝืดหรือเงินเฟ้อจนเกินไป 

    - เมื่อติดบ่วงแล้ว ก็อาจนำไปสู่การทำชั่วได้

    - หนี้ มี 3 ระดับ แต่ละระดับมีทั้งติดบ่วงและไม่ติดบ่วง

    1) หนี้จากความฟุ่มเฟือย = เกิดจากความยึดถือในสถานะทางสังคม จึงต้องมีรถ มีบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ ให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ 

    2) หนี้จากความจำเป็น = เกิดจากความยึดถือในความจำเป็นนั้น ยิ่งกิเลสมากก็จะเห็นสิ่งที่ไม่จำเป็น กลายเป็นสิ่งจำเป็นได้มาก 

    3) ไม่มีหนี้ 

    - วิธีแก้บ่วงของมนุษย์ = ให้ละความยึดถือความสุขในโลก (โลกธรรม 8) ไม่ยินดี ในสุข ลาภ ยศ สรรเสริญ และไม่ยินร้าย ในทุกข์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา

    ถ้าตอนนี้ยินร้ายเพราะหนี้ ก็เนื่องจากยินดีในเงินที่ยังไม่มี ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไว้

    - มรรค 8 เป็นทางออกของทางหลุดออกจากบ่วง 


    Q3: ความสุขระหว่างวัน

    A: ความสุขระหว่างวันอยู่ที่ปลายจมูก ให้ตั้งสติดูลมหายใจ 

    - ไม่ลืมลมหายใจ = ไม่เผลอ = ไม่เพลิน

    - ตอนที่มีสติอยู่กับลมหายใจ ก็ยังรับรู้สิ่งรอบตัวไปพร้อมกันได้ แต่จะไม่เผลอ ไม่เพลินไปกับสิ่งนั้น

    - การตั้งสติ เป็นจุดเริ่มของการหาความสุขที่นี่ เดี๋ยวนี้ 

    - อย่ามองข้ามจมูกของเรา พอเรานึกถึงลมหายใจ ความระลึกได้นั้นคือ “สติ” นึกได้คือไม่ลืม ไม่ลืมคือไม่เผลอ ไม่เผลอคือไม่เพลิน ไม่เพลินไปตามเสียงที่ได้ยิน ภาพที่เห็น จิตจะรับรู้ว่านี่คือสุขหรือทุกข์ แต่จะไม่แกว่งไม่เพลินไปตามนั้น


    Q4: พักผ่อนน้อย แต่ต้องการปฏิบัติธรรม

    A: ถ้าพักผ่อนไม่พอ ต้องนอนให้หลับ โดยให้แผ่เมตตาก่อนนอนและเมื่อตื่นนอน


    Q5: เหตุที่คนเข้าวัดเยอะขึ้น 

    A: คนเข้าวัด อาจเพราะมีทุกข์มากขึ้น หรืออาจมีปัญญามากขึ้นก็ได้


    Q6: ทำผิดด้วยความจำเป็น

    A: กรรม = การกระทำ

    - ทุกคนเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร 

    - แม้มีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าอะไรดีหรือชั่ว แต่ที่ยังทำดีไม่ได้ เพราะมีมิจฉาวายามะ (การลงมือทำจริง แน่วแน่จริง) หรือมีมิจฉาสติ (ระลึกถึงความดี) ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้ไปทางมิจฉาทิฏฐิมากขึ้น ทำให้สัมมาทิฏฐิที่เคยมีหายไป เช่น เคยทำชั่วแล้ว ก็จะทำชั่วครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้น

    - ต้องปรับกาย วาจา ใจ ให้ตรงกัน ให้ไปทางพูดดี คิดดี ทำดี


    Q7: พูดไม่ตรงกับใจ

    A: คนเราต้องดัดจริตที่ไม่ดี ถ้าเราคิดไม่ดี เราต้องดัดความคิดของเราให้ดี ไม่ใช่ดัดวาจาให้เป็นไปตามความคิดที่ไม่ดีนั้น

    - ทางสายกลาง = ต้องมีปิยวาจา พูดดี ไม่กระแนะกระแหน ไม่ประจบประแจง แล้วปรับจิตปรับใจ ให้ตรงกับวาจาที่ดี ให้ตรงกับกายที่มีศีล สัมมาทิฏฐิของเราก็จะเจริญขึ้น


    Q8: ทำบุญวันพระ

    A: ฤกษ์งามยามดี คือ เวลาที่สะดวกและมีจิตที่เป็นกุศล วันไหนก็ได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ช่วงไต่ตามทาง: กับดักเงินกู้

    - เจ้าของธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่ง เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยตนเองจนประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ต่อมา คิดเพิ่มมูลค่าให้บริษัทด้วยการรับงานใหญ่ขึ้น จึงกู้เงิน แต่เกิดปัญหา มีข้อผิดพลาดในงานมากขึ้น รายจ่ายเพิ่มขึ้น สภาพคล่องทางการเงินเริ่มมีปัญหา ก็กู้เงินเพิ่มขึ้นอีกจนไปถึง 70 ล้านบาท ตอนนี้เครียดมาก

    - ดอกเบี้ยจากการกู้เงินเป็นกับดัก เป็นบ่วงที่ล็อคไว้ ทำให้ออกมาได้ยาก 


    ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: กับดักของมาร

    - กับดัก คือ บ่วง

    - ลิงโง่จะเห็นว่า เหยื่อเป็นอาหาร แต่จริง ๆ แล้วเป็นกับดัก เพราะมีอันตรายซ่อนอยู่


    กามเป็นกับดักของมาร

    - กามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความสุขที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ล้วนเป็นกับดักที่มารวางไว้ในโลกนี้ ทั้งที่เป็นบ่วงของมนุษย์และบ่วงของทิพย์


    บ่วง/กับดักของมนุษย์

    - สิ่งต่าง ๆ ที่เห็นว่าดี จริง ๆ แล้วเป็นกับดักของมนุษย์

    - การกู้เงิน เหมือนว่าจะดี แต่จริง ๆ แล้ว มีกับดักคือ ดอกเบี้ย เป็นอันตรายที่ซ่อนอยู่ ทำให้เกิดโทษคือ ความไม่มีอิสระทางการเงิน อาจนำไปสู่การกระทำใดที่เป็นอกุศลธรรมได้


    บ่วง/กับดักอันเป็นของทิพย์

    - บ่วงที่เป็นของทิพย์ คือ ความยึดถือ

    - แม้แต่คนที่ไม่ได้กู้เงิน ก็มีบ่วงที่เกิดจากความยึดถือในลาภ (สินทรัพย์ เงินทอง ครอบครัว ยศ ตำแหน่ง คำสรรเสริญ ความสุขทั้งหลาย) ซึ่งมีอันตรายซ่อนอยู่เช่นกัน ถ้าเผลอ มัวเมา ประมาท เสพสิ่งเหล่านั้นอยู่ ซึ่งเป็นของไม่เที่ยง เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดเปลี่ยนแปลงไป ก็จะเกิดทุกข์


    วิธีหลุดจากบ่วงของมาร

    - บุคคลที่เห็นโทษของกามหรือโทษของการครองเรือน แล้วออกบวช อาจติดบ่วงที่เป็นทิพย์ได้ ถ้ามีมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการบรรลุพระนิพพาน)

    - แต่บุคคลที่หลีกออกจากกามแล้ว ทำความเพียรในการปฏิบัติแล้วโดยไม่ติดบ่วงของมิจฉาทิฏฐิ ปฏิบัติแล้วได้ความสุขจากในภายใน คือ สมาธิขั้นที่ 1-4 

    - ความสุขจากในภายใน คือ สมาธิ เป็นความสุขที่มารจะมองไม่เห็น มารจะตามไปไม่ได้ 

    - เราจะรอดพ้นจากเงื้อมมือมารได้ ก็ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ให้หาความสุขจากในภายใน อย่าหาความสุขจากภายนอก คือ กาม ที่จะเป็นกับดัก เป็นบ่วงของมาร ทั้งที่เป็นบ่วงของมนุษย์และบ่วงที่เป็นของทิพย์ เพราะมีอันตรายซ่อนอยู่ในนั้น


    โลกธรรม 8 

    - โลกธรรม 8 ได้แก่ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ 

    - โลกธรรม 8 เป็นสิ่งธรรมดาของโลก

    - ผู้ที่ติดอยู่ในโลก = ติดในโลกธรรม 8 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Zijn er afleveringen die ontbreken?

    Klik hier om de feed te vernieuwen.

  • Q1: แม่ฟ้องลูกประพฤติเนรคุณ

    A: ถ้าเรารักษาทิศทั้ง 6 ให้ดี ก็จะไม่มีภัยจากทิศนั้น 

    - ทิศเบื้องหน้าคือ พ่อแม่ ทิศเบื้องหลังคือ ลูก 

    - ถ้าพ่อแม่ลูกมีปัญหากันแสดงว่า ลูกทำหน้าที่ต่อทิศเบื้องหน้าไม่ดี และ/หรือ พ่อแม่ทำหน้าที่ต่อทิศเบื้องหลังไม่ดี

    - ต้องตั้งจิตให้ดีว่า เราทำหน้าที่ของเราต่อทิศนั้น ๆ ดีแล้วหรือไม่

    - ถ้าเราทำหน้าที่ของเราในทิศทั้ง 6 ให้ดีแล้ว ความสบายใจ ความไม่เป็นพิษเป็นภัยจากทิศนั้น จะเกิดขึ้นกับเรา จะไม่ถูกบีบคั้น 

    - ถ้าเราปฏิบัติตามธรรม ธรรมจะคุ้มครองเรา ให้เรามีจิตใจที่สบายอยู่ได้ 

    - ลำดับความสำคัญของแต่ละทิศ เป็นความบีบคั้นของผู้ครองเรือนที่ต้องดูแลทิศทั้ง 6 ไปพร้อมกัน แต่มีแนวทางให้เกิดความลงตัวได้ ถ้าบริหารจัดการใน 3 เรื่อง ดังนี้

    (1) เรื่องเงิน = รายรับต้องท่วมรายจ่าย และแบ่งใช้ใน 4 หน้าที่ คือ เลี้ยงดูคนในครอบครัว เก็บ ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ทำบุญให้ทานในเนื้อนาบุญ 

    (2) เรื่องเวลา = แบ่งเวลาให้แต่ละทิศ

    (3) เรื่องความคิด = คิดในการจัดการเรื่องต่าง ๆ เช่น เงินช่วยเหลือผู้ชรา สิทธิรักษาพยาบาล

    - การดูแลพ่อแม่ สามารถดูแลเองก็ได้ หรือจัดการให้ผู้อื่นกระทำก็ได้

    - หิริโอตัปปะ เป็นธรรมะเครื่องคุ้มครองโลก

    - สังคหวัตถุ 4 

    - การออกบวช ทำให้หลุดออกจากความบีบคั้นของผู้ครองเรือนในทิศทั้ง 6 ได้ 


    Q2: ช่างมัน VS ปล่อยวาง

    A: ถ้ามีโมหะ ก็ไม่ใช่การปล่อยวาง อาจจะเป็นการเก็บกดด้วยซ้ำ

    - ลำดับนำไปสู่การปล่อยวาง คือ 

    (1) มีสติ

    (2) จิตสงบเป็นสมาธิ

    (3) เห็นตามความเป็นจริงซ้ำ ๆ 

    (4) เบื่อหน่าย (นิพพิทา) = เบื่อหน่ายเกิดจากปัญญา ไม่ใช่การเบื่อเซ็งที่จะไปยึดถือสิ่งอื่นต่อไป

    (5) คลายกำหนัด 

    (6) ปล่องวาง 

    - ถ้าอินทรีย์แก่กล้าก็จะปล่อยวางได้เร็ว

    - อินทรีย์ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา


    Q3: ปฏิบัติธรรมมานานแต่ติเตียนผู้อื่น

    A: เมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว เห็นธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง จะเกิดความรู้สึกว่า ยิ่งบอกธรรมะต่อยิ่งดี อยากให้คนอื่นเข้ามาพิสูจน์รู้ธรรมไปด้วย

    - การเผยแผ่ธรรมะด้วยการติเตียนผู้อื่น ไม่ดี 

    - การเผยแผ่ธรรมะ มีลักษณะ 5 ประการ ได้แก่ 

    (1) ไม่เทศน์กระทบตนหรือผู้อื่น

    (2) พูดไปตามลำดับ ไม่ลัดให้ขัดความ

    (3) แสดงธรรมไปตามตัวบท


    Q4: รู้ธรรมะ แต่ปฏิบัติตามได้ยาก

    A: ในขณะที่เจอความวุ่นวาย ต้องรักษาจิตของเราก่อน ให้ปิดการรับรู้เรื่องภายนอกก่อน เมื่อรักษาจิตของเราได้แล้ว ค่อยเปิดการรับรู้เรื่องภายนอก 

    - ให้รักษาสิ่งแวดล้อมรอบตัว รักษากัลยาณมิตร และตั้งสติไว้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ช่วงไต่ตามทาง: พ่อติดเหล้า ติดบุหรี่

    - พ่อชอบดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ลูกก็คอยเตือนจนกลายเป็นการจับผิด ต่อมา ลูกไปสอบถามผู้รู้ว่าต้องทำอย่างไร พอได้คำตอบก็เอามาบอกพ่อ เมื่อพ่อรู้ ก็เกิดหิริโอตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) จึงเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ทำให้บรรยากาศในครอบครัวดีขึ้น ไม่มีการจับผิด 

    - พึงระวังพฤติกรรมไม่ดีกลับมา เพราะกิเลสอยู่ในใจอาจกลับมาได้ทุกเมื่อ


    ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “วิธีครองเรือนให้ราบรื่น อยู่เป็นสุข”

    ประการที่หนึ่ง ชำนาญในอารมณ์ความรู้สึกของตน

    - ถ้าโกรธ ก็ให้ใจเย็นมีเมตตา ถ้ากลัว ก็ให้มีความกล้า ถ้ามีความอยากในสิ่งใด ก็ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งนั้นไม่เที่ยงเป็นสิ่งปฏิกูล ถ้าถูกอิจฉา ก็ให้มีความกรุณา ถ้าถูกต่อว่า ก็ให้มีเมตตา ถ้าริษยาผู้อื่น ก็ให้มีมุทิตา

    - เมื่ออารมณ์เสีย ต้องรู้จักวิธีระบายอารมณ์ ถ้ายังปรับเปลี่ยนทำใจให้ดีในทันทีไม่ได้ ก็ต้องหาคนรับฟังที่รับอารมณ์ของตนได้


    ประการที่สอง เก่งในการงานและการเงิน

    - ทำงานอย่าหวังเอาเงิน แต่ให้หวังเอางาน เพราะถ้าหวังเอาเงิน เงินจะใช้เราทันที จะตกเป็นทาสของเงิน กิเลสจะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา

    - ความสำเร็จเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่ตัวเลขของเงิน

    - เงินที่ได้มาต้องหามาอย่างถูกต้องตามธรรม

    - อย่าตกเป็นทาสของเงิน อย่าตระหนี่

    - ต้องละอบายมุข เพื่อไม่ให้เงินรั่วไหล

    - ให้แบ่งจ่ายทรัพย์ออกเป็น 4 หน้าที่

    (1) เพื่อใช้จ่ายในครอบครัว

    (2) เก็บรักษาหรือนำไปลงทุน

    (3) เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น บริจาค

    (4) เพื่อหวังเอาบุญ – ทำบุญในเนื้อนาบุญ

    - ในเรื่องการงาน ต้องทำการงานให้ดีที่สุด จนเขาเก็บเราไว้ในตำแหน่งนั้นไม่ได้ ต้องเลื่อนตำแหน่งให้ ถ้าเจ้านายหรือบริษัทนี้ไม่เห็น ก็ต้องมีคนเห็น ให้ย้ายไปได้

    - ความเพียรในงาน ไม่ใช่ความเครียด


    ประการที่สาม เก่งในเรื่องคนรอบตัว

    - ให้ปฏิบัติตามทิศ 6 

    (1 บิดามารดา = ถ้ายังอยู่ ให้เลี้ยงท่านตอบ ช่วยกิจการงาน ปฏิบัติตัวให้ดี ดำรงวงศ์สกุลให้ดี

    (2) ครูอาจารย์ = เข้าไปปรนนิบัติ ศึกษาศิลปวิทยา โดยความเคารพ นอบน้อม แม้จะไม่เห็นครูอาจารย์ก็ตาม

    (3) สามี ภรรยา ลูก = หน้าที่สามีต่อภรรยา คือ พูดจาดี ยกย่อง ไม่ดูหมิ่น ไม่นอกใจ ให้เครื่องประดับ

    หน้าที่ภรรยาต่อสามี คือ ปฏิบัติต่อคนรอบข้างของสามีให้ดี รักษาทรัพย์ ใช้จ่ายทรัพย์ให้ถูกต้อง ไม่เกียจคร้าน

    หน้าที่ต่อลูก คือ ให้ตั้งอยู่ในความดี ห้ามเสียจากบาป ให้ศึกษาศิลปวิทยา ให้มีคู่ครองที่สมควร มอบมรดกให้ตามเวลา

    (4) เพื่อน = ไม่พูดให้แตกกัน ไม่พูดให้เสียใจ แบ่งปันกัน

    (5) เจ้านายลูกน้อง = หน้าที่ต่อเจ้านาย คือ ขยันทำงาน ร่ำลือความดีของเจ้านาย ไม่ขโมย

    หน้าที่ต่อลูกน้อง คือ ให้อิสระตามสมัย ให้ค่ารักษาพยาบาล ให้ค่าจ้างรางวัล

    (6) พระสงฆ์ = ฟังธรรม เข้าไปสอบถามปัญหา 


    โดยสรุป: 

    การมีธรรมะอยู่ในครอบครัว จะทำให้การครองเรือนราบรื่นอยู่เป็นสุข นำความผาสุกให้เกิดในชีวิตของเราได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q1: อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์

    A: “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” ระดับในการตระหนักรู้ในเรื่องนี้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ท่านเปรียบกับม้าอาชาไนยที่ถูกฝึก 4 ระดับ 

    (1) สังเกตปฏักแล้วทำตามคำสั่ง = ดูข่าวแล้วเห็นความไม่แน่นอน

    (2) ทำตามเมื่อถูกปฏักสะกิด = เห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า

    (3) ทำตามเมื่อถูกปฏักทิ่มหนัง = ผู้เสียชีวิตเป็นคนรู้จัก 

    (4) ทำตามเมื่อถูกปฏักทิ่มลึกถึงกระตูก = เป็นผู้ประสบอุบัติเหตุนั้นเอง แต่บาดเจ็บรอดมาได้

    - ทำวันนี้ให้ดีที่สุด = ต้องฝึกสติให้มีกำลัง คิดถึงความดีของตน อย่าคิดถึงความไม่ดี


    Q2: ลำดับความสำคัญในชีวิต

    A: ถ้าเป็นพระ = ศีล

    - ถ้าเป็นฆราวาส = ศีล + ศรัทธา + ทิศ 6 + อิทธิบาท 4 + พรหมวิหาร 4


    Q3: วิธีทำใจกับความผิดหวัง

    A: ต้องมีที่ยึดเหนี่ยวทางใจ คือ 

    (1) พุทโธ = ทางออกของปัญหาต้องมี

    (2) ธัมโม = เส้นทางในการแก้ปัญหา

    (3) สังโฆ = ถ้าปฏิบัติตามเส้นทางนั้น ปัญหาจะถูกแก้ไข

    - ผลของความทุกข์มี 2 แบบ คือ จมอยู่ในกองทุกข์ หรือหาทางออกของความทุกข์นั้น


    Q4: การยุ่งเรื่องคนอื่นมาก

    A: ความสุขทางกาย เช่น กินอิ่ม นอนหลับ เป็นเรื่องจำเป็น แต่อย่าเอาเป็นหลัก

    - ให้เอาความสุขทางใจ เป็นหลัก

    - การยุ่งเรื่องคนอื่นมาก รวมถึงการเล่นโซเซียล จะทำให้ความสุขทางใจลดลง


    Q5: ความสุขง่าย ๆ ในทุกวัน

    A: ต้องมีสติ ไม่ให้จิตเพลินไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น เช่น อารมณ์โกรธ ไม่พอใจ

    - โดยใช้เครื่องมือให้เกิดสติ เช่น ดูลมหายใจ ภาวนาพุทโธ พรหมวิหาร 4 


    Q6: สวดงานศพกี่วัน

    A: พระพุทธเจ้าไม่ได้กำหนดจำนวนวันไว้

    - งานศพ จัดเพื่อคนเป็น ไม่ใช่คนตาย

    - จำนวนวัน กำหนดโดยคนที่อยู่ ตามความสบายใจ การได้เห็นสมณะ ฟังธรรม ให้ทาน เป็นบุญ ทำให้จิตใจสงบ


    Q7: เวลาน้อยแต่ต้องการปฏิบัติธรรม

    A: ให้การปฏิบัติธรรมอยู่ในกิจวัตรประจำวันได้ ให้มีสติอยู่ในทุกอิริยาบท โดยไม่จำกัดเฉพาะรูปแบบการนั่งสมาธิ


    Q8: กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

    A: “ศรัทธา” ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง = เอาสิ่งนั้นเป็นที่พึ่ง

    - “ที่พึ่งที่ช่วยให้พ้นทุกข์” = พระพุทธ (การตรัสรู้) พระธรรม (มรรค 8) พระสงฆ์ (ผู้ที่ทำได้แล้ว)

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ช่วงไต่ตามทาง: ผู้ชายเคยให้ผู้หญิงไปทำแท้ง

    - ชายท่านหนึ่งอายุ 39 ปี ในชีวิตประจำวัน มีความวุ่นวายใจ ทั้งงาน เพื่อน ครอบครัว อารมณ์ขึ้นลง ไม่มีความสงบ

    - ช่วงวัยรุ่นเคยทำผู้หญิงท้องแล้วให้ไปทำแท้ง ผิดศีลไปแล้ว ทำให้เกิดความร้อนใจ

    - จึงพยายามแก้ไขด้วยการตั้งจิตขึ้นใหม่ สมาทานศีล ตั้งใจว่าทุกวันจากนี้จะรักษาศีลให้ดี แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่เคยเบียดเบียน ทั้งหญิงคนนั้น เด็กที่เสียไป ผู้เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง และให้ทานทุกวัน พอครบวันเกิดก็เอาไปทำบุญในเนื้อนาบุญ

    - ชายคนนี้ทำทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นเวลาปีกว่า ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ใจเย็นลง มีความผาสุกมากขึ้น ปัญหายังมีแต่อารมณ์ไม่แปรปรวนเหมือนก่อน

    - ดังนั้น ทุกปัญหาแก้ไขได้ ถ้าปฏิบัติตามมรรค 8 อย่างน้อยจิตใจจะมีความผาสุกได้อย่างแน่นอน


    ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “วิธีอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก”

    - ตรงไหนไม่ผาสุก แสดงว่าตรงนั้นไม่มีธรรมะ ต้องใส่ธรรมะลงไปในจุดที่เป็นปัญหา จึงต้องรู้จักสังเกตเครื่องหมายหรือนิมิตในเรื่องนั้น ๆ

    - การอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ไม่ว่าจะในวัด บริษัท องค์กรใด ๆ หรือครอบครัว ต้องปรับจิตปรับใจเข้าหากัน ตั้งทิฏฐิความเข้าใจไว้ให้ถูกต้อง

    - “ธรรมวินัย” เป็นเบ้าหลอมจิตใจที่มีความแตกต่างกัน ให้มารวมกันได้ 


     “การให้ธรรมะ” ไม่จำเป็นต้องให้สิ่งของหรือคำพูด เพียงแค่ปฏิบัติตามธรรม ก็ชื่อว่าให้ธรรมะแล้ว

    (1) เมตตา = ให้มองด้วยสายตาของคนที่รักกัน มีเจตนาที่ดีต่อกัน 

    (2) กรุณา

    (3) อุเบกขา

    (4) ถ้าทำ 3 ข้อข้างต้นไม่ได้จริง ๆ ก็อย่าไปคิดถึงเขา ให้คิดเรื่องอื่น 


    มองให้เห็นข้อดีของผู้อื่น

    พระสารีบุตรบอกไว้ว่า เมื่อเห็นข้อไม่ดีของผู้อื่น ให้หาข้อดีของเขาให้เจอ ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ เพื่อพัฒนาจิตของเรา อย่าไปอาฆาตพยาบาทหรือไม่พอใจเขา แต่ให้ตั้งไว้ด้วยความเมตตา ถ้าเขาไปมืดแล้ว เราอย่าไปมืดตามเขา ให้จิตใจเราไปในทางสว่าง

     

     “สาราณียธรรม 6” 

    (1) เมตตาทางกาย

    (2) เมตตาทางวาจา

    (3) เมตตาทางใจ

    (4) แบ่งปันสิ่งของให้กันและกัน

    (5) มีศีลเสมอกัน

    (6) มีทิฏฐิเสมอกัน


    ชนะใจตนเอง

    - เอาชนะจิตใจตัวเอง อย่าโกรธ อย่าอาฆาตพยาบาท อย่ามีโมหะ 

    - ความคิดมีความสำคัญ 

    คิดผิด=สัตว์นรก 

    คิดร้าย = สัตว์เดรัจฉาน

    คิดเพ่งในของคนอื่นที่เราไม่มี = เปรต 

    คิดกลัวความชั่วของตัวเอง = อสูรกาย 

    คิดรับผิดชอบในการกระทำของตน = มนุษย์

    คิดดี = เทวดา

    คิดเมตตากรุณา = พรหม

    คิดรู้เท่าทันและปล่อยวางได้ เย็นเฉพาะตน = นิพพานชั่วขณะ ถ้าทำบ่อย ๆ ก็เป็นนิพพานจริง ๆ ได้ หลุดพ้นความทุกข์ได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q1: ชอบทำบุญ แต่ไม่ชอบเสียภาษี

    A: การแบ่งจ่ายเงินที่ถูกต้อง มีลำดับดังนี้ 

    (1) ใช้จ่ายที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพ

    (2) จ่ายภาษี

    (3) ช่วยเหลือคนอื่นทั่วไป

    (4) ให้ทาน

    - คนไม่จ่ายภาษีแต่มีเงินทำบุญ มี 2 สาเหตุ 

    (1) รายได้น้อย 

    (2) รายได้มาก มีเงินทำบุญ แต่ไม่จ่ายภาษี เพราะเป็นสายมูเตลู จ่ายเงินหวังผล คิดว่าการเสียภาษีไม่ได้อะไรกลับมา มีแต่เสียออกไป

    - ควรปรับความคิดเป็นว่า การจ่ายภาษีไม่ใช่การเสีย แต่เป็นการให้ การจ่ายภาษีของเราเป็นไปเพื่อการพัฒนาประเทศชาติ เพื่อส่วนรวม ในขณะที่คนอื่นไม่ให้ แต่เราเป็นผู้ให้ ก็จะเกิดความสุขในจิตใจในขณะที่จ่ายภาษีได้ เป็นการสั่งสมบารมี

    - ระบบราชการ ก็ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า นำเงินภาษีไปใช้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ จะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจเห็นว่าได้รับประโยชน์จากเงินภาษีที่จ่ายไป


    Q2: พญานาคกับพระพุทธศาสนา

    A: หากนึกถึงพญานาค ให้นึกถึงศีล คุณงามความดี

    - ให้อธิษฐานสร้างเหตุที่จะขอ ไม่ใช่ขอผลที่อยากจะได้ โดยการขอให้ตั้งมั่นในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ขอตั้งมั่นในการมีจิตเมตตาอยู่เสมอ


    Q3: โอกาสเจอกันชาติหน้า

    A: ถ้าคนที่ตายไปเป็นอรหันต์ ก็จะไม่เจอกันอีก เพราะจะไม่เกิดอีกแล้ว

    - ไม่ต้องรอชาติหน้า เอาชาตินี้เลย ให้นึกถึงความดีของคนนั้น ก็จะได้เจอคนนั้นแล้ว


    Q4: วิธีแก้แค้นที่ดีที่สุด

    A: การกระทำตอบด้วยความสะใจ ไม่ใช่การแก้แค้น แต่เป็นการเพิ่มความแค้น ผูกเวรกันมากขึ้น ถึงขั้นเปลี่ยนรูปแบบชีวิตได้

    - การแผ่เมตตาและการให้อภัย จะเป็นการคลายปม แก้ความแค้นในจิตใจของเราได้


    Q5: ทิ้งความเครียดไว้ที่ทำงาน

    A: ต้องตั้งสติก่อนออกจากที่ทำงาน แยกแยะอันไหนทำเสร็จแล้ว อันไหนยังไม่เสร็จค่อยมาทำพรุ่งนี้ 

    - สติ เป็นตัวช่วยในการปล่อยวางได้ดี ลดความเครียดได้


    Q6: ตัดแม่ตัดลูก

    A: พ่อแม่ลูกตัดกันไม่ขาด ยังไงก็ต้องคิดถึงกัน

    - ต้องมีสติมาก ๆ ไม่ให้จิตไหลไปตามกระแสที่เป็นอกุศล จนถูกบีบคั้น ทำในสิ่งที่ผิดพลาดไป

    - ถ้ายังไม่เป็นอนันตริยกรรม ก็สามารถแก้ไขได้ ให้เริ่มจากจิตที่ยังตัดกันไม่ขาดนั้น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ช่วงไต่ตามทาง: ดูแลคนป่วย

    - คุณศรี เป็นพยาบาล ออกจากงานมาดูแลคุณพ่อป่วยโรคไต มีความกังวลมาก ใจเป็นทุกข์ หลายปีต่อมา ได้ศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรม ต้องดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคตับ ด้วยจิตใจที่มีธรรมะจึงยอมรับและเข้าใจสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ความกังวลใจลดลง ไม่ทุกข์ใจเหมือนช่วงดูแลคุณพ่อ หลังจากนั้น คุณศรีป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วงรักษามีทุกขเวทนาทางกายมาก แต่ด้วยธรรมะ ทำให้จิตตั้งอยู่เหนือเวทนานั้นได้ จนหายจากโรคมะเร็งและฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว


    ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “ดูแลคนป่วยด้วยจิตเป็นสุข”

    - สภาวะจิตใจของคนป่วย ได้แก่ ตกใจ ปฏิเสธความจริง กังวลใจ สับสน ต่อรอง มีเงื่อนไข เสียใจ หมดหวัง ไม่มีกำลังใจ ยอมรับความจริง กลับไปกลับมา

    - การยอมรับความจริงได้เร็ว = การรอบรู้เรื่องทุกข์ = ต้องมีสติ จึงจะมีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง นำไปสู่การยอมรับความจริงได้


    วิธีละความยึดถือ 

    - รวบรวมสติสัมปชัญญะขึ้น หายใจลึกๆ สังเกตร่างกาย ระลึกว่าเหตุปัจจัยแห่งการตายมีมาก ให้รีบละอกุศลธรรม ละสิ่งที่ยึดถือต่าง ๆ ยึดถือตรงไหน ให้ใส่ความเข้าใจลงไปตรงนั้น ก็จะคลายความกังวลใจได้ และให้นึกถึงความดีของตน เช่น ศีล 

    - ศีล สติ สมาธิ ปัญญา จะทำให้ยอมรับความจริงได้อย่างรวดเร็ว

    - ให้เจริญพรหมวิหาร 4 โดยเฉพาะข้อกรุณา ให้อภัยทั้งตนเองและผู้อื่น


    วิธีอยู่กับความเจ็บป่วย

    (1) สัปปายะ = ทำความสบายแก่โรคนั้น ๆ เช่น ออกกำลังกาย ทานอาหารที่ถูกกับโรค

    (2) รู้ประมาณในความสบายนั้น

    (3) กินยา 

    (4) บอกอาการไข้ตามความเป็นจริง

    (5) อดทนในทุกขเวทนาทางกาย


    พิจารณาระดับการรักษา

    (1) แนวทางของโรคนั้น

    (2) อายุของผู้ป่วย

    (3) สภาพสิ่งแวดล้อม = การเงิน สถานที่รักษา คนดูแล


    หน้าที่ของผู้ดูแลคนป่วย

    (1) จัดยาให้ถูกต้อง

    (2) รู้จักของแสลง-ไม่แสลง

    (3) ดูแลผู้ป่วยด้วยจิตเมตตา ไม่ใช่มุ่งแก่อามิส

    (4) ไม่รังเกียจสิ่งปฏิกูลของผู้ป่วย 

    (5) พูดให้ผู้ป่วยตั้งอยู่ในธรรมะ รื่นเริง ยอมรับความจริง ตามเวลาที่เหมาะสม


    โดยสรุป:

    โรคภัยไข้เจ็บ เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา สิ่งที่เกิด-ดับ คือ ทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ให้เห็นธรรมะด้วย 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q1: การฆ่าตัวตายในทางพระพุทธศาสนา

    A: การฆ่าโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือสัตว์อื่น ไม่ดีทั้งนั้น เพราะเป็นการทำชีวิตของบุคคลหรือสัตว์ให้ตกล่วงลงไป เว้นแต่จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ไม่ก่อนและไม่หลังจากการตาย 

    - การฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้า ซึ่งเกิดจากความบกพร่องทางสมองหรือทางจิต โดยไม่ได้มีเจตนาทำบาปทำกรรมนั้น ถ้ายังมีราคะ โทสะ โมหะ ยังไงก็เป็นเจตนา 


    Q2: กิจของสงฆ์กับงานก่อสร้าง 

    A: พระพุทธเจ้าตั้งชื่องานก่อสร้างของพระสงฆ์ไว้ว่า “นวกรรม” 

    - งานก่อสร้างบางอย่างจำเป็น แต่ทรงเตือนว่าอย่าทำให้มาก อย่ายุ่งวุ่นวายกับมันเยอะ เพราะจะเป็น “เครื่องเนิ่นช้า” เป็นเหตุให้ 1. พระวินัยหย่อนยาน 2. ตั้งสติปัฏฐาน 4 ได้ยาก 3. เพื่อนไม่รัก 


    Q3: บทสวดมนต์ที่ทำให้หายป่วย

    A: พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ถ้าคนจะสำเร็จอะไรได้ทุกอย่างเพียงการอ้อนวอนแล้ว จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร” ถ้าลำพังการสวดมนต์แล้วทำให้หายเจ็บป่วยได้ โลกนี้ก็จะไม่มีใครตาย 

    - การสวดมนต์ในทางพระพุทธศาสนา คือ การพูดกล่าวตามที่พระพุทธเจ้าได้เคยสอนไว้หรือสัชฌายะ (Recitation) ไม่ใช่การสวดเพื่อขอพร (Pray) 

    - การที่เรามีความเจ็บไข้ได้ป่วยได้ ก็เพราะมีกายนี้ เมื่อมีกายก็ย่อมมีเวทนาที่เกิดขึ้นในกาย พอมีเวทนาเกิดขึ้นในกาย ก็ย่อมมีแก่ มีเจ็บ มีตาย จะไม่ให้มีสิ่งเหล่านี้ ก็ต้องอย่าเกิด 

    - การเข้าใจเรื่องโพชฌงค์ 7 สติปัฏฐาน 4 หรือสัญญา 10 ประการ จะทำให้เรากำจัดความเกิดได้ ถ้ากำจัดความเกิดได้ ก็จะกำจัดความเจ็บไข้ได้ป่วยได้ รวมถึงกำจัดความตายได้ นี่ต่างหากที่เป็นแก่นแท้ของบทสวดมนต์นั้น 


    Q4: บาปกับการทานเนื้อสัตว์ 

    A: การฆ่ามี 3 ระดับ 1. ฆ่าเอง (ผิดศีล) 2. ใช้ให้เขาไปฆ่า (ผิดศีล) 3. ชักชวนให้คนอื่นทำ (ไม่ผิดศีล แต่ได้รับบาป) 

    - การทานเนื้อสัตว์ มีทั้งรูปแบบที่เป็นการส่งเสริมการฆ่าสัตว์และไม่เป็น 

    - ถ้ายังต้องประกอบอาชีพค้าขายสัตว์เป็นหรือเนื้อสัตว์อยู่ ก็ให้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา และให้ตั้งจิตอธิษฐานที่จะเปลี่ยนอาชีพต่อไป 


    Q5: การพูดซ้ำเติมผู้อื่น

    A: “ใครทำกรรมอย่างไรไว้ ก็ย่อมได้รับผลกรรมนั้น” 

    - เราจะดีจะชั่ว ไม่ได้อยู่ที่ปากของคนอื่น แต่อยู่ที่การกระทำของเรา ให้ทำตามศีล สมาธิ ปัญญา มรรค 8 

    - เมื่อเราปฏิบัติตามมรรค 8 แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดทั้งทุกขเวทนาและสุขเวทนา แต่ให้มั่นใจว่าทำดีต้องได้ดี แม้สุขเวทนาอาจจะยังไม่ให้ผลในตอนนั้นก็ตาม การได้ทำความดี นั่นคือดีแล้ว ให้มั่นใจว่า ความดีนั้นจะอยู่กับเรา ความดีนั้นจะรักษาผู้ที่ปฏิบัติดี ธรรมะจะคุ้มครองผู้ที่ปฏิบัติธรรมะ ไม่มีใครที่จะทำอันตรายผู้ที่มีธรรมะคุ้มครองได้เลย ให้มั่นใจในข้อนี้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ช่วงไต่ตามทาง: ประสบการณ์เฉียดตาย

    - คุณหญิง เคยประสบเหตุการณ์เฉียดตาย เกิดเจ็บป่วยเฉียบพลัน ในช่วงเวลานั้น ได้เกิดความเข้าใจว่าการฝึกสมาธิมาทั้งหมดก็เพื่อนำมาใช้เวลานี้ จึงน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตรทั้งหลาย เมื่อรอดตายจึงนำมาเล่าให้ฟัง


    ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ประสบการณ์เฉียดตาย

    - ตาย, มรณะ, จุติ = การหมดไปของอินทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

    - หากเราเข้าใจความตาย เราจะเห็นคุณค่าของการมีชีวิต

    - หากเราไม่เข้าใจความตาย เราจะใช้ชีวิตด้วยความกลัว และจะหาสิ่งอื่นทำเพื่อชดเชยความกลัวนั้น ทำให้คุณค่าแห่งชีวิตลดลงไป


    ทัศนคติที่เป็นประโยชน์ในเรื่องความตาย

    (1) ความตายเป็นเรื่องธรรมดา มีอยู่ตลอดเวลา ทั้งกายและใจ = หากเข้าใจ ก็จะไม่กลัว  

    - ทางร่างกาย = เซลล์ต่าง ๆ เกิด-ตาย อยู่ตลอด เป็นความตายที่ซ่อนอยู่ในความมีชีวิต

    - ทางใจ = ความคิด ความสุข ความทุกข์ ก็เกิด-ดับ อยู่ตลอดเวลา

    (2) ตายแล้วไปไหน = ถ้ามีเหตุปัจจัยให้เกิด ก็จะไปเกิดอีก

    - ทางร่างกาย = กลับคืนสู่ดิน น้ำ ไฟ ลม

    - ทางใจ = สัญญา สังขาร จะทิ้งคราบไว้เป็นอาสวะฝังอยู่ในจิต

    (3) จิตสุดท้าย = ต้องรักษาให้จิตเป็นกุศล 


    ตายแล้วเกิด VS ตายแล้วสูญ

    - เป็นมุมมองที่สุดโต่งทั้งสองข้าง 

    - ถ้ามองว่าตายแล้วต้องเกิด = ก็จะไม่ทำความเพียร

    - ถ้ามองว่าตายแล้วสูญ = จิตจะน้อมไปในทางทำความชั่ว ไม่เกรงกลัวบาป

    - มุมมองในทางพระพุทธศาสนา = ความเกิดและความตาย เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย ถ้าเหตุปัจจัยดับ ความเกิดและความตายก็ดับ


    มรณานุสติ

    - มรณานุสติ เป็น 1 ในกรรมฐาน 40 กอง และเป็น 1 ในอนุสติ 10

    - การเจริญมรณานุสติ จะทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิตที่เหลืออยู่

    - มรณานุสติ แบ่งเป็น 2 ส่วน

    (1) เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก = เราอยู่ใกล้ความตายนิดเดียว

    (2) พิจารณาว่ามีบาปอกุศลธรรมใดที่ยังละไม่ได้ หากตายไปเดี๋ยวนี้จะทำให้ไปไม่ดี = ให้รีบละบาปอกุศลธรรมนั้น และให้จิตตั้งอยู่ในกุศลธรรมให้ได้ในตอนนี้ ให้เหมือนกับไฟไหม้ผมหรือเสื้อผ้า โดยการตั้งสติ ทำความเพียร ตั้งจิตไว้กับความสงบในภายในให้ได้ ไม่ใส่ใจในเรื่องไม่ดี ให้เพ่งระลึกถึงความดีของตน เช่น การให้ทาน การรักษาศีล การช่วยเหลือผู้อื่น การมีปิยวาจา เป็นต้น จิตก็จะตั้งอยู่ในกุศลธรรม จิตจะมีปีติปราโมทย์ด้วยธรรม ก็จะไม่กลัวความตาย ไม่ใช่เพราะประมาท แต่เพราะมีกุศลธรรมรักษาจิตไว้แล้ว


    คำแนะนำสำหรับผู้ใกล้ถึงความตาย

    - สิ่งที่ไม่ควรทำ = ร่ำไห้คร่ำครวญ พูดเรื่องกวนใจให้คิดไปในทางกามหรืออกุศล 

    - สิ่งที่ควรทำ = พูดเรื่องที่ทำให้เกิดกุศลธรรม ให้เกิดปีติสุข จะทำให้ไม่กลัวความตาย

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q1: สงครามในตะวันออกกลาง

    A: บ่อเกิดแห่งสงคราม คือ ตัณหา ความยึดถือ ความหวงกั้น นำไปสู่การสร้างเรื่องราวต่างๆ

    - ผู้นำ ยิ่งอำนาจมาก มีความยึดถือมาก ความเบียดเบียนก็จะขยายวงกว้างมาก

    - ผู้นำ จึงต้องมีพรหมวิหาร 4 ให้มาก

    - ผลกระทบจากสงคราม

     (1) ภัยจากทุพภิกขภัย = ขาดแคลนอาหาร, พลังงาน

     (2) ความปลอดภัย = ในชีวิต, ทรัพย์สิน, เกิดจลาจล, โจร

    - ที่ใดปลอดภัย ที่ใดหาอาหารได้ง่าย ผู้คนก็จะแห่กันไปที่นั่น เมื่อคนอยู่คลุกคลีปะปนกันมาก ก็จะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้น

    - เพื่อให้อยู่ผาสุกได้ แม้เมื่อภัยดังกล่าวเกิดขึ้น ต้องมีจิตเป็นสมาธิให้ได้ (หาความสุขทางใจให้ได้) แทนการมีความสุขจากเงื่อนไขจากภายนอก 

    - ฝึกจิตให้เป็นสมาธิได้ตั้งแต่ตอนนี้ โดยระลึกถึงพระพุทธเจ้า (พุทธานุสติ) นึกถึงศีล (ศีลานุสติ) เป็นต้น 

    - จิตที่มีความสงบ จะเห็นหนทางในการเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกได้


    Q2: จำนวนเงินกับปริมาณบุญ

    A: บุญเกิดจาก ทาน ศีล และภาวนา

    (1) ทาน = ใช้สิ่งของภายนอกทำ เช่น เงิน, สิ่งของ

    (2) ศีล = ใช้ตัวของเราทำ

    (3) ภาวนา = ใช้ใจของเราทำ  

    - การภาวนา ได้บุญมากที่สุด รองลงมาคือ การรักษาศีล และน้อยสุดคือ การให้ทาน

    - ดังนั้น แม้ไม่มีเงิน ก็สามารถสร้างบุญได้

    - การบรรลุธรรมแม้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะวิธีการก็มีอยู่ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้โดยละเอียด และมีผู้เคยทำได้แล้ว ต้องอาศัยความเพียร ความพยายาม


    Q3: ทำบุญกับพระ VS ทำบุญกับพ่อแม่

    A: การให้ทาน = ได้บุญมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ให้ และความเบาบางของราคะ โทสะ โมหะ ของผู้รับ

    - การปรนนิบัติ = พ่อแม่มีคู่เดียว พระสงฆ์มีมากกว่า จึงไม่ควรละเลยการปรนนิบัติพ่อแม่ ขณะเดียวกันก็ควรพิจารณาในการปรนนิบัติพระสงฆ์ตามความเหมาะสม


    Q4: ฝึกจิตไม่ให้เย็นชาเหมือน AI 

    A: ต้องฝึกจิตให้มีความเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และต้องมีอุเบกขาไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

    - สามารถนำ AI มาใช้เป็นผู้ช่วยให้เกิดประโยชน์ เช่น หาข้อมูลคำสอนของพระพุทธเจ้า วางแผนการทำงาน ซึ่งเข้ากับหลักธรรมอิทธิบาท 4 คือ วิมังสา


    Q5: สุขจากความเหงา 

    A: อยู่คนเดียว = บางคนบอกเหงา แต่บางคนบอกวิเวกดี

    อยู่หลายคน = บางคนบอกไม่เหงา ครื้นเครงดี แต่บางคนบอกวุ่นวาย 

    - สัมมาทิฏฐิ = มุมมองที่ถูกต้อง โดยดูจากประโยชน์ที่เกิดขึ้น กิเลสลดลงหรือไม่ 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • สมการชีวิต “เด็กติดเกมส์”

    - จิตไม่มีเด็ก ไม่มีผู้ใหญ่

    - การติดเกมส์ เป็นเรื่องของผัสสะ เป็นเรื่องวัตถุกาม= ได้ยินเสียงผ่านทางหู เห็นรูปผ่านทางตา 

    - กิเลสกามในจิตใจ ความคลั่งไคล้ หลงใหล เพลิดเพลินจนควบคุมตัวเองไม่ได้= ทำให้ติดเกมส์ ติดงาน ติดพนัน ฯลฯ 


    วิธีแก้ปัญหาเด็กติดเกมส์

    (1) ติดในระดับที่ควบคุมได้ = เลือกเกมส์ที่เป็นประโยชน์ ฝึกทักษะสมองด้านที่ไม่ค่อยได้ใช้ ผ่อนคลายความเครียด 

    (2) ติดในระดับที่เล่นเพลินจนเสียบุคลิก นิสัยที่ดีลดลง = ต้องหยุด ต้องจำกัดเวลา เพื่อให้นิสัยที่ดีกลับมา พ่อแม่ต้องเข้ามาควบคุมเพื่อให้ลูกตั้งอยู่ในความดี ให้มีสติมากขึ้น

    (3) ติดในระดับที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ สร้างปัญหาอื่น ทำร้ายผู้อื่น = นอกจากต้องแก้ปัญหาติดเกมส์แล้ว ก็ต้องตามแก้ปัญหาอื่นที่เกิดขึ้นมาด้วย ต้องห้ามลูกจากบาป ให้ลูกตั้งอยู่ในความดี โดยไม่ใช้เครื่องมือของมาร เช่น ต่อว่า ทุบตี แต่ให้ใช้วิธีตามข้อ (2) ด้วยความพยายามที่มากขึ้น การดูแลเอาใจใส่ยิ่งขึ้น ใช้วิธีที่แยบคาย และเลือกเวลาที่เหมาะสม


    ห้ามเสียจากบาป ให้ตั้งอยู่ในความดี

    (1) เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ = เป็นผู้อุปการะให้ลูกตั้งอยู่ในความดี ห้ามเสียจากบาป

    (2) ใคร่ครวญหาช่องทาง = คนนะไม่ใช่ควาย ควายต้องลงโทษสั่งสอนทันทีเมื่อทำไม่ถูกต้อง แต่คนต้องดูเวลาที่เหมาะสมที่จะสั่งสอนเขาได้ ด้วยวิธีที่เหมาะสม ละเอียดรอบคอบ ด้วยความเมตตากรุณา ปรารถนาให้เข้าพ้นจากความทุกข์

    (3) ไม่ใช่ด้วยเครื่องมือของมาร เช่น อาชญา/ศาสตรา = การทุบตี การต่อว่า

    (4) ให้เพิ่มพูนสติ ใช้ความดีแทรกซึมเข้าไป ใส่กุศลธรรมมากขึ้น ความดีก็จะเสริมสร้างความดี ก็จะดีวันดีคืนได้ 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q1: ปีใหม่ไทย ชะล้างใจให้ชุ่มเย็น

    A: บทกรวดน้ำที่พระสวดเวลาไปทำบุญ เป็นอุปมา เปรียบกับน้ำที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำกว่า บุญก็เช่นกัน (ความสุข อายุ วรรณะ สุขะ พละ) จะทำให้จิตใจเราอยู่เป็นสุขได้ 

    - บุญ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา จะเป็นตัวชะล้างจิตใจให้สะอาด

    - การภาวนา ได้บุญมากที่สุด


    Q2: วิธีกตัญญูต่อบุพการี

    A: มี 3 ช่องทาง

    (1) ทางกาย = ให้เงิน, สิ่งของ ทำเองหรือจัดให้มีการทำให้

    (2) ทางวาจา = ปิยวาจา อยากฟังสิ่งไหนก็ให้ฟังสิ่งนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ ให้ฟังธรรม

    (3) ทางใจ = ต้องอดทน


    Q3: แก้ปมในใจ ทุกข์จากคนไม่รักษาสัญญา

    A: ปมในจิตใจ คือ อาสวะ ซึ่งจะดึงให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อีก

    - การให้อภัยและเมตตา นำมาทดแทนสิ่งที่เป็นปมในใจ ไม่ยึดถือในสิ่งที่ผูกเวร จะแก้ปมในใจนั้นได้

    - อุปาทานที่ผูกไว้กับคำสัญญาของคนอื่นทำให้เป็นทุกข์ ดังนั้น ก็อย่ามีอุปาทาน

    - อย่าตั้งความหวังกับสิ่งที่เป็นอุปาทาน (ความยึดถือ) แต่ให้ตั้งความหวังกับสิ่งที่เป็นอิทธิบาท 4


    Q4: ทุกข์เพราะรัก

    A: ตัณหา มีคุณสมบัติ 3 อย่าง 

    (1) มีความกำหนัดด้วยอำนาจของความเพลิน

    (2) ทำให้เกิดตัวตน (สภาวะ)

    (3) มีการเกิดใหม่ = เช่น ความเป็นสามี-ภรรยา

    - ตัณหา เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ แม้ทุกข์ยังไม่ปรากฏตอนนี้ แต่ทุกข์จะปรากฏแน่นอน เปรียบเหมือนการถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ตอนโดยยิงยังไม่รู้สึกเจ็บเพราะรู้สึกชาอยู่ ยาพิษเปรียบเหมือนอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อแล่นสู่เข้าสู่จิตใจจึงจะรู้ว่าทุกข์

    - วิธีแก้

    อุปมา = ต้องตรวจสอบก่อนว่าถูกแทงตรงไหน แล้วเอามีดปาด/ดึงหัวลูกศรออกมา แล้วขูดหนองและเลือดเสียออกให้หมด แล้วใส่ยาลงไป ปิดปากแผล กินยาอย่างต่อเนื่อง ไม่กินของแสลง อย่าให้แผลโดยฝน ลม แดด 

    อุปไมย = เปรียบตัวเราเป็นหมอ เริ่มจากใช้สติตรวจสอบว่าเรายึดติดตรงไหน แล้วเอาปัญญากรีด/ตัดในสิ่งที่ยึดถือนั้น แม้จะเจ็บก็ต้องอดทนและใช้ความเพียร โดยพิจารณาให้เห็นความจริงว่า สิ่งนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพื่อบีบ/ขูดเอาความยึดถือนั้นออกไป ถ้าอินทรีย์มีกำลังมาก (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ก็จะใช้เวลาไม่นาน หลังจากนั้น ก็ใช้มรรค 8 รักษาใจต่อไป และอย่าคบเพื่อนชั่ว ไม่สำรวมอินทรีย์ ฯลฯ เพราะจะทำให้เกิดทุกข์ได้อีก 

    - เมื่อเข้าใจพรหมวิหาร 4 และกำจัดอวิชชาในความรักออกไปได้ทั้งหมดแล้ว ราคะ โมหะ โทสะ ในจิตใจไม่กลับกำเริบแล้ว ก็ดำเนินชีวิตปกติได้ เป็นสุขที่เกษม


    Q5: ธรรมะกับโรคซึมเศร้า

    A: กระบวนการรักษาโรคซึมเศร้าในปัจจุบัน เริ่มจาก “สติ” ตระหนักรู้ว่าเราคิดอะไร

    - สติ คือ การระลึกถึงสิ่งที่ทำ จำคำที่พูด แม้นานได้ มีเครื่องมือหลายอย่าง เช่น อาณาปาณสติ เป็นต้น

    - คนเป็นโรคซึมเศร้า คือ เพลินไปตามอารมณ์ จึงต้องเริ่มจากการ “สังเกต” ให้เห็นอารมณ์นั้น

    - การเจริญสติ สามารถใช้เป็นกระบวนการร่วมในการรักษาโรคซึมเศร้าได้


    พระอาจารย์ฝากข้อคิดเนื่องในวันสงกรานต์

    - ในช่วงสงกรานต์ ให้ท่านทั้งหลาย นำบุญที่เกิดจากให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา มาชำระล้างจิตใจของเรา ทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างให้ประกอบด้วยเมตตาและปัญญา จะทำให้ชีวิตของเราและสังคมมีความสุข เป็นผู้อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ และพ้นทุกข์ได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ลักษณะปัญหาเมื่อเกิดสงคราม

    - ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งไม่ว่าจะในครัวเรือนหรือระดับโลก ล้วนเกิดจาก “ตัณหา” เพราะมีผู้เข้าไปยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แล้วเกิดการแก่งแย่งกันหรือเบียดเบียนกัน ทำให้เกิดปัญหาขึ้น

    - เมื่อเกิดภัยสงคราม ที่ใดปลอดภัยหรือสะดวกด้วยปัจจัยสี่ 

    1. คนจะย้ายถิ่นฐานไปรวมกันในที่ปลอดภัย

    2. เมื่อคนอยู่รวมกัน คลุกคลีกันมาก การจะทำในใจให้สงบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจะทำได้โดยลำบาก


    พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ไตร่ตรองว่า “อะไรเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้ถึง ทำให้แจ้ง ทำให้บรรลุ ที่เมื่อเราถึงแล้ว จะทำให้เราเป็นผู้อยู่ผาสุกได้ แม้ในคราวที่เกิดโจรภัย”


    มิติที่ 1 ปัญหาด้านปัจจัยสี่ (เศรษฐกิจ)

    (1) ให้สันโดษในบริขารแห่งชีวิต = อยู่ง่าย กินง่าย

    (2) มีเงินเก็บสะสมให้อยู่ได้อย่างน้อย 1 ปี = ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย, เลือกรูปแบบการเก็บ ป้องกันเงินเฟ้อ

    (3) ถ้ามีเงินเหลือ เตรียมสถานที่อพยพเผื่อเกิดน้ำท่วม, สิ่งของที่ต้องเอาไปด้วย


    มิติที่ 2 ปัญหาด้านการรับรู้ข่าวสาร

    (1) ต้องพิจารณาข่าวสารให้เหมาะสม = ใช้หลักเรื่อง “วิมังสา” โดยจิตต้องเป็นสมาธิ โฟกัสไปที่ปัจจัยสี่และความปลอดภัย

    (2) ไม่ตื่นตูมในกระแสข่าว แต่ก็ไม่ประมาทในเตรียมการล่วงหน้า 


    มิติที่ 3 ปัญหาด้านการทหาร

    (1) ให้เตรียมตัวทำจิตใจภายในให้มี “สติ” และ “ปัญญา” = หากได้รับการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต, ไม่ได้เตรียมปัจจัยสี่, ถูกข่าวสารลวง

    (2) ให้ระลึกถึง “มรณานุสติ”, นึกถึง “กุศลธรรม” ที่เคยทำ, ละ “อกุศลธรรม” ที่มี

    (3) สติที่ประกอบด้วยปัญญา= แม้มีทุกขเวทนา ก็ยังอยู่ผาสุกได้ หรือถ้าเสียชีวิต ก็จะไปดี 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q1: ดูแลพ่อแม่ในยุคดิจิทัล

    A: การดูแลพ่อแม่ มี 2 ส่วน คือ ภายนอกและภายใน

    1. ดูแลภายนอก = สอดส่องในอุบาย = ทำเองหรือจัดให้กระทำก็ได้ เช่น โอนเงิน ดูผ่านกล้องวงจรปิด จัดให้มีคนดูแล

    2. ดูแลภายใน = ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ก็ควรประดิษฐานให้ท่านมีสิ่งเหล่านี้ เพราะจะทำให้ท่านอยู่ผาสุกได้ แม้ความสุขจากร่างกายจะลดลง 

    - ถ้าไม่มีลูกหรือมีลูกแต่ลูกไม่ดูแล ก็ต้องพึ่งตน พึ่งธรรม ด้วยศรัทธา สติ สมาธิ และปัญญา จะทำให้อยู่ผาสุกได้ 


    Q2: ร่างกายถดถอย ควรฝึกจิตอย่างไร

    A: ให้แยกตัวเราออกมาจากอารมณ์ที่กำลังเพลินอยู่ ให้เหมือนเราเป็นคนฉายหนัง แล้วมองให้เห็นตัวเองว่ากำลังคิด/เพลินไปกับสิ่งไหนอยู่ ความเผลอเพลินไปตามอารมณ์นั้นจะลดลง นี่คือ “ปัญญา” การรู้สึกตัวนี้ คือ “สติ” และให้เห็นด้วยปัญญาต่อไปว่า “สิ่งนั้นไม่เที่ยง”


    Q3: สมาชิกในบ้านต่างคนต่างอยู่

    A: ต้องตั้งกติกาในบ้าน เช่น ตอนทานอาหารไม่ให้ใช้โทรศัพท์

    - เมื่อเจอกัน ควรใช้ปิยวาจาต่อกัน


    Q4: ตัวช่วยในการตัดสินใจ

    A: วิจิกิจฉา = ความลังเล สงสัย เคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่มั่นใจ ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ ส่งผลให้ตัดสินใจไม่ได้

    - แก้ได้โดยใช้ “สมาธิ” โดยให้มีสติเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดสมาธิ แล้วค่อยตัดสินใจ

    - อย่าเอาสุขหรือทุกข์เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ แต่ให้เอาความสงบในจิตใจ (กุศลธรรม) เป็นเกณฑ์ เพราะไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็จะอยู่ได้ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ 

    - คนที่ตัดสินใจไม่ได้ กำลังเดินถอยหลัง แต่ถ้าตัดสินใจได้ จะเดินไปข้างหน้า


    Q5: วิธีกำจัดความขี้เกียจ

    A: ความขี้เกียจ เป็นความประมาท ทำให้ไม่เกิดความก้าวหน้า

    - วิธีกำจัดความขี้เกียจ

    1. มีเพื่อนดี = ชวนกันไปทำสิ่งที่ดี

    2. มีปัญญา = พิจารณาให้เห็นว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น

    3. มีสติสัมปชัญญะ = แยกตัวออกมาจากอารมณ์ที่เพลินอยู่ ให้เห็นตัวเราว่ากำลังคิด/เพลินไปตามสิ่งไหน ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้


    Q6: ความสุขที่ยั่งยืน

    A: ความสุขจากในภายใน = เกิดจากศรัทธา สมาธิ สติ ปัญญา ไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งภายนอก

    - ลดความสุขจากภายนอก มาเสพความสุขจากในภายในดีกว่า


    Q7: แก้ปมในอดีต

    A: รูปแบบการคิด มี 5 แบบ แต่จะพูดแค่ 2 แบบ

    1. ความดำริ (สังกัปปะ) = ความคิดที่โผล่ขึ้นมาเอง อาจเป็นกุศล/อกุศล

    2. ความวิตก = ความนึกน้อมไปคิด ต้องใช้พลังในการคิด

    - ถ้ามีความดำริที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น แก้ได้ด้วยการเอาความวิตกในทางกุศลเข้าไป เหมือนเอาน้ำดีไล่น้ำเสีย อาสวะจะหลุดออกไป ต้องทำบ่อย ๆ 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ช่วงไต่ตามทาง: อดทน คือ ทุกสิ่ง

    - ผู้ฟังจากกทม.-เป็นเด็กกำพร้า ถูกกระทำและถูกต่อว่ามาตั้งแต่เด็ก แต่ก็อดทนผ่านมาได้ จึงเข้าใจดีว่า ความอดทนเป็นทุกสิ่ง และการไม่ตอบโต้ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เป็นเพราะความอดทน ซึ่งเป็นปัญญา แยกสิ่งดี-สิ่งไม่ดี สิ่งควรทำ-ไม่ควรทำ กุศล-อกุศล ปัจจุบันมีชีวิตที่มีความสุข ประสบความสำเร็จ  

    - ผู้ฟังจากฉะเชิงเทรา-การอดทน ไม่ใช่เรื่องโง่ แต่เป็นชัยชนะที่ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้ การรบที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ การชนะกิเลสในจิตใจตนเอง เป็นชัยชนะที่ไม่ต้องออกรบ 

    - ผู้ฟังจากชัยนาท–เมื่อเจอบททดสอบ ก็จะอดทนเพื่อสอบให้ผ่าน ไม่เช่นนั้นจะต้องกลับมาสอบใหม่ 


    ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ความอิจฉาในที่ทำงาน

    ความเกี่ยวข้องกันของอารมณ์ 3 ประเภท 

    - ได้แก่ 1. อิจฉาริษยา 2. เย่อหยิ่งจองหอง 3. ความตระหนี่หวงกั้น 

    - เช่น เมื่อเราได้ดีกว่าคนอื่น จะมีความเย่อหยิ่งเกิดขึ้น ส่วนเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ ก็จะมีความอิจฉาริษยาเราขึ้นมา 

    - เช่น เรามีรถ ส่วนเพื่อนไม่มี ต่อมาเพื่อนมีรถ เราเกิดความไม่พอใจ ทั้งที่เราไม่ได้มีน้อยลง แต่ไม่อยากให้เขามี อย่างนี้เป็นความตระหนี่


    ความดีต่อความดีได้ ความชั่วต่อความชั่วได้ 

    - มิตรดี (กัลยาณมิตร) เมื่อต่อความดีกัน ความดีก็จะต่อกันไปอีกเรื่อย ๆ มากขึ้น สว่างขึ้น 

    - มิตรไม่ดี (ปาปมิตร) จะส่งต่อความไม่ดีมาให้ แม้ว่าตัวเราจะมีแสงสว่าง แต่ถ้ารอบ ๆ ไม่ดี มีแต่ความมืด ความมืดนั้นก็โดนเราบ้าง เราก็ได้รับการเบียดเบียนบ้าง

    - มงคลสูตรข้อแรก คือ การไม่คบคนพาล ข้อที่สอง คือ การคบบัณฑิต ให้คบกัลยาณมิตร มีความฉลาด มีความรอบรู้ มีปัญญาเห็นตามความจริง ทำสิ่งที่เป็นกุศล ละสิ่งที่เป็นอกุศล 

    - ไม่ว่าเขาจะดีหรือไม่ดีกับเราก็ตาม ให้มองกันด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่กันเป็นอยู่ ไม่มองใครโดยความเป็นศัตรูเลย 

    - หากเรามองใครว่าเป็นศัตรู การผูกเวรจะเกิดขึ้นทันที เป็นข้าศึกต่อกุศลธรรม


    เพื่อนร่วมงานที่มีอกุศลธรรม กับ พรหมวิหาร 4

    - ให้ตั้งจิตเป็นข้าศึกศัตรูกับสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม ไม่ใช่ตัวบุคคล แล้วพิจารณาบุคคลนั้นว่า สิ่งไม่ดีนั้น ถ้าเขาทำต่อไปก็จะมีอกุศลธรรมเกิดขึ้นกับเขามากขึ้น ถ้าเราไม่ลำบาก ก็ให้ชี้แจงทำความเข้าใจกับเขาให้เขาคลายความอิจฉาลง (เมตตากรุณา) แต่ถ้าทำแล้ว เขาไม่พอใจมากขึ้น ให้พิจารณาต่อไปว่า ความขัดเคืองใจที่เกิดขึ้นนั้นมันเล็กน้อย ถ้าเขารู้ความจริง เข้าใจธรรมะในส่วนนี้ เขาจะออกจากอกุศลธรรมเหล่านั้นได้ ประโยชน์ของการดำรงอยู่ในกุศลธรรมความดีมันสำคัญกว่า เป็นเรื่องใหญ่กว่า ให้ทำความเข้าใจกับเขาอย่างนี้ (มุทิตา) ถ้าเขายังเปลี่ยนไม่ได้อีก เราก็ต้องตั้งจิตไว้ในอุเบกขา 

    - เมื่อความอิจฉา อยู่ในวงจรของกาม (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) สิ่งที่เหนือกว่ากาม จิตใจต้องเป็นแบบพรหม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) พรหมวิหาร 4 จะทำให้เราจะชนะทั้งจิตใจตนเอง และจิตใจของผู้อื่นได้


    มิตรที่ควรคบ 7 แบบ 

    - ได้แก่ ทำสิ่งที่ทำได้ยาก ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก อดทนถ้อยคำที่อดทนได้ยาก เปิดเผยความลับแก่เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน ไม่ทอดทิ้งในยามอันตราย เมื่อเพื่อนสิ้นโภคทรัพย์ก็ไม่ดูหมิ่น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q1: การรักษาสัจจะ

    A: สัจจะ อธิษฐาน และศีล มีความเกี่ยวเนื่องกัน

    (1) สัจจะ = มี 2 นัยยะ คือ ความจริงที่เป็นข้อเท็จจริง (เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุปัจจัย) กับความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจ4 อนิจจัง อนัตตา) เน้นความตรงไปตรงมา ไม่กลับกลอก เอาความจริงในการกระทำเป็นหลัก

    (2) อธิษฐาน = การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เน้นเป้าหมายเป็นหลัก เอาความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก

    (3) ศีล = เน้นความเป็นปกติ จิตใจที่สะอาด

    - วิธีเพิ่มนิสัยรักษาสัจจะ = เพิ่มบารมีอื่น เช่น อธิษฐานบารมี ศีลบารมี 

    - การตั้งสัจจะอยู่เสมอ สั่งสมบ่อย ๆ จะช่วยเพิ่มสัจจบารมีได้ จึงต้องสร้างสถานการณ์ให้เกิดสัจจบารมี เช่น ตั้งคำมั่นสัญญาที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากสิ่งนั้นทำได้ยากและต้องใช้ความพยายามมาก บารมีก็จะยิ่งสูง 


    Q2: เห็นชีวิตดีดีในโลกโซเซียล

    A: มีเครื่องมือ 3 อย่าง

    (1) พรหมวิหาร 4 = มุทิตา+อุเบกขา จะกำจัดความอิจฉาริษยาและไม่ให้ยินดีจนเกินเลย

    (2) การสำรวมอินทรีย์ = เมื่อเห็นสิ่งสวยงาม จิตถูกดึงไปตามสิ่งที่เห็น ให้สำรวมอินทรีย์ไม่ให้อกุศลธรรมในใจเกิดขึ้น ตัดตรงนั้น อย่าให้เกิดความคิดปรุงแต่งต่อเนื่องไป จะสำรวมอินทรีย์ได้ต้องมีสติสัมปชัญญะ 

    (3) อิทธิบาท 4 = ตั้งเป้าหมายในชีวิต แล้วสนใจเป้าหมายนั้น จะเกิดสมาธิ มุ่งไปสู่เป้าหมายให้สำเร็จ การสนใจเรื่องอื่นก็จะลดลง

     

    Q3: ทัวร์ลงในโลกโซเซียล

    A: การพิมพ์ข้อความลงในโลกโซเซียล ถือเป็นวจีกรรม จึงต้องไตร่ตรองให้ดีว่าถ้อยคำนั้น เป็นการเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่ายหรือไม่ มีสุขเป็นผลหรือไม่ ถ้าใช่ก็เป็น “สัมมาวาจา” ให้ทำให้มาก ๆ แต่ถ้าเป็นถ้อยคำที่เบียดเบียนหรือมีทุกข์เป็นผลเป็นวิบาก ก็เป็น “มิจฉาวาจา” ไม่ควรทำ

    - กรณีไปร่วมทัวร์ลง ให้พิจารณาว่า วาจานั้นเป็นสัมมาวาจาหรือมิจฉาวาจา เช่น พูดความจริง ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงได้ ก็ได้บุญสองต่อ แต่ถ้าพูดด้วยอารมณ์ไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อน แล้วด่าไป ก็ได้บาป แบ่งบาปที่เขาทำไม่ดีมาด้วย แม้เป็นคำจริงแต่ถ้าพูดส่อเสียดก็เป็นบาปเพราะทำให้จิตเขาสะเทือนออกจากสมาธิ จิตเขายิ่งเตลิดไปไม่ดี ถ้าเป็นคนไกลตัว+กล่าวไปแล้วเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงก็อย่ากล่าวเลยดีกว่า คิดว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใช้อุเบกขา 

    - กรณีถูกทัวร์ลง ให้พิจารณาว่า ถ้าเราทำความดี แม้ทัวร์ลงก็ไม่ทำให้ความดีนั้นลดลง ความดีของเราไม่ได้อยู่ที่ปากใคร ให้ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัต ถ้าเราทำความชั่วแล้วมีทัวร์มาลง ก็ต้องแก้ไข 

     

    Q4: AI ทำงานแทนมนุษย์

    A: มนุษย์มีวิญญาณ (การรับรู้, การรู้แจ้ง) ซึ่งเป็นนาม แต่เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องยนต์ software จะไม่มีวิญญาณ แต่เป็นรูป 

    - วิญญาณเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างนามและรูป ถ้ามีแต่รูป แต่ไม่มีนาม ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

    - มนุษย์ เลือกทำในสิ่งที่เป็นกุศลได้ เลือกใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำความดีได้

     

    Q5: โอนเงินทำบุญ

    A: บุญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินหรือกาลเวลา ถ้าตั้งจิตถูกก็ได้บุญเหมือนกัน 

     

    Q6: ฟังธรรมออนไลน์

    A: ธรรมะของพระพุทธเจ้า มาได้หลายรูปแบบ ทั้งพระพุทธเจ้าทรงสอนเอง หรือคนอื่นสอน หรือเป็นตัวหนังสือ หรือในรูปอิเล็กทรอนิกส์

    - จุดสำคัญ คือ เมื่อธรรมะเข้ามาสู่จิตใจแล้ว เกิดปีติ สุข ความสงบ เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็บรรลุธรรมได้

     

    Q7: ใส่บาตรเวลาใด

    A: ไม่มีในธรรมวินัย แต่มหาเถรสมาคมให้แนวทางไว้ว่า การบิณฑบาตในที่สาธารณะไม่ควรเกิน 9 โมง แต่ถ้าใส่บาตรในวัดไม่เป็นไร แต่ต้องไม่เกินเที่ยง

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ช่วงไต่ตามทาง: 

    - คุณปฐวี หลังจากได้ฟังธรรมะ เมื่อเจอเรื่องร้าย ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร ปัญหาที่เคยรู้สึกว่าหนัก ก็กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เบาขึ้น มีแสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจ มีความร่าเริงแจ่มใสขึ้น เพราะสติที่ตั้งขึ้นไว้ได้ ทำให้จิตไม่ได้ไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกจิตใจตั้งมั่นอยู่ได้อย่างดี

    - การมองโลกในแง่ดีในทางพระพุทธศาสนา คือ การไม่คิดไปในทางที่เป็นอกุศล ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ประมาท ไม่เผลอเพลิน มีความระมัดระวังอย่างสูงไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจ


    ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:

    - เมื่อเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าแล้ว อย่าเอาแต่รักสุขเกลียดทุกข์ แต่ต้องเข้าใจสุขทุกข์ ผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “พยับแดด” พยับแดด ไม่ใช่ “ของจริง” แค่ “ดูเหมือนว่าจริง” คือ แม้เราจะเห็นแต่ไกลว่าข้างหน้าเหมือนมีน้ำอยู่บนถนน แต่เมื่อขับรถไปถึงจุดนั้นแล้วกลับไม่มีน้ำ มันไม่ใช่ของจริง การปรุงแต่งมองเห็นพยับแดดว่าเป็นสิ่งที่มีตัวตนนั้น เปรียบเหมือนกับทุกข์ที่เราปรุงแต่งไปก่อนหน้า ซึ่งเป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ณ วินาทีนั้นแล้ว ทำให้ทุกข์ไม่ได้ลดลงและสุขไม่ได้มากขึ้น 

    - เราจะมาหาของจริง ในสิ่งที่ไม่ใช่ของจริงจะไปเจอได้อย่างไร ในพยับแดดมีแต่แสงแต่ไม่มีตัวตน “เราจะไปหาสุข ในสิ่งที่เป็นความทุกข์ ก็จะหาไม่เจอ เปรียบเหมือนกับการไปหาน้ำในตัวพยับแดด เราจะไม่เจอน้ำ สิ่งที่เจอจะมีเพียงความว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน”

    - ผู้ที่เข้าใจเรื่องพยับแดด จะไม่ไปตามหาสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ อย่าไปคาดหวังจากพยับแดดที่จริง ๆ แล้ว มันไม่มีอะไร ก็จะไม่ทุกข์ นั่นคือ “การยอมรับ” พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “ปริญญา” คือ ความรอบรู้เรื่องทุกข์  

    - เมื่อเข้าใจทุกข์ ก็จะไม่ทุกข์ จะได้ “ความสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนา” คือ สุขที่เหนือกว่ากามสุข เป็นสุขที่เกิดจากความรู้ยิ่ง รู้พร้อม เย็น คือ นิพพาน เป็นความสุขที่เกิดจากปัญญาที่เหนือกว่าสุขเวทนาทั่วไป เป็นเวทนาที่ละเอียดลงไป พ้นจากทุกข์ที่เกิดจากตัณหา

    - ผู้ป่วยที่เกิดทุกขเวทนา ความเจ็บปวดนั้นก็เหมือนพยับแดด ไม่สามารถที่จะเป็นตัวตน ไม่สามารถทำให้จิตใจเราหวั่นไหวได้ แม้แต่ความตายก็ไม่ใช่การสิ้นสุดจริง ๆ เพราะตายแล้วก็มีการเกิดใหม่ ไม่ว่าจะวิ่งหนีพยับแดด (ความเจ็บป่วย) หรือวิ่งเข้าหาพยับแดด (สิ่งปรุงแต่ง) ก็คืออันเดียวกัน อยู่ที่ว่ามองจากมุมไหนเพราะมันคือสิ่งที่ไม่มีตัวตน มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นธรรมดา


    บทสรุป: ปรากฏการณ์พยับแดด มีอยู่ทุกขณะในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่คนรักสุข เกลียดทุกข์ ต้องเข้าใจ จะทำให้มีสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนา พ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากตัณหา ได้ความสุขที่เกิดจากปัญญาอย่างแน่นอน 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • Q1: หลวงพ่อกลักฝิ่น วัดสุทัศน์ 

    A: ระดับที่พึ่งทางใจ มี 3 แบบ

    (1) ไม่มีที่พึ่งเลย = ไม่กลัวกรรม ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ

    (2) มีที่พึ่ง แต่ยังไม่ถูกต้อง = อ้อนวอนขอร้องให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ มีที่พึ่งแบบนี้ยังดีกว่าไม่มีที่พึ่งเลย

    (3) มีที่พึ่ง ที่ถูกต้อง = คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าใจเรื่องกรรม

    - การบูชา คนที่ควรบูชา เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

    - บูชาหลวงพ่อกลักฝิ่น ด้วยเครื่องบูชา 5 อย่าง แทนขันธ์ 5 หรือศีล 5

    - การขอขมา เป็นอริยประเพณี เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ถ้าเราเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วกระทำคืนตามธรรม นั่นจะเป็นความเจริญของผู้นั้นในธรรมวินัยนี้ = เป็นสัมมาทิฏฐิ

    - การสำเร็จอะไร ด้วยลำพังเพียงการอ้อนวอนขอร้อง = เป็นมิจฉาทิฏฐิ

    - โลกธรรม 8 มีทั้งสุขและทุกข์ ไม่ใช่ว่ามีทุกข์ หรือสุขเพียงอย่างเดียว ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะช่วยให้อยู่ผาสุกอยู่ได้ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ใด


    Q2: พิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีเสริมดวง 

    A: คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เกี่ยวข้องได้ คือ เรื่อง มรณานุสติ นึกถึงความตาย

    - เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก บาปอกุศลธรรมต้องรีบละให้ได้ นึกถึงความดีของตนให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะไปไม่ดี


    Q3: วันมาฆบูชา กับ การเวียนเทียนออนไลน์

    A: วันมาฆบูชา ปีนี้มาช้า เพราะเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน

    - การเวียนเทียน 3 รอบ คตินี้มาจาก การกระทำประทักษิณ เดินเวียนขวา (วัตถุที่บูชาอยู่ด้านขวา) 3 รอบ

    - การเวียนเทียนออนไลน์ ถ้านึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรืออริยสัจสี่ (รอบ 3 อาการ 12) ก็ได้เหมือนกัน

    - คำสอนของพระพุทธเจ้า เน้นเรื่องการปฏิบัติบูชาและการกระทำทางใจ หากทำถูกต้องแล้ว เรื่องอามิสบูชา การกระทำทางกายหรือทางวาจา ก็เป็นเรื่องรองลงมา 


    Q4: ปัจจุบันความสุขหาได้ยาก

    A: โลกมนุษย์สุขทุกข์จะพอกัน สวรรค์สุขมากกว่าทุกข์ นรกทุกข์มากกว่าสุข

    - ระดับความสุข 

    1) สุขทางกาม = เป็นความสุขอย่างหยาบ มีทุกข์ตามมามาก

    2) สุขที่ละเอียด = ความสุขที่เกิดจากความสงบ การรักษาศีล สมาธิหลายระดับ ความทุกข์ที่ตามมาก็จะน้อยลง

    - ควรยินดีกับความสุขที่ละเอียด ฝึกตั้งสติ เริ่มจากการรักษาศีล คบเพื่อนดี เสพสื่อในทางดี ก็จะปรับจิตใจได้


    Q5: งานที่เคร่งเครียดเป็นการปฏิบัติธรรม

    A: ธรรมะ ต้องเข้าไปอยู่ในทุกอิริยาบถ

    - ความเพียร เป็นสัมมาวายามะ แต่ถ้ามีความเพียรมากไปก็ไม่ดี เพราะจะฟุ้งซ่าน ปัญหาที่เกิดจากความฟุ้งซ่านจะตามมา แต่ถ้ามีน้อยไปก็ไม่ดี เพราะจะทำให้เกียจคร้าน ดังนั้น การปรารภความเพียร ให้มีความพอดี อย่ามากเกินไปหรือน้อยเกินไป ซึ่งสติจะเป็นตัวกำกับว่ามีความเพียรพอดี มากไป หรือน้อยไป


    Q6: อยากรวย

    A: ทรัพย์สมบัติมีได้

    - ถ้ารักสุข เกลียดทุกข์ ก็อย่าสร้างเหตุของทุกข์ แต่ให้สร้างเหตุของสุข นั่นคือ ทาน ศีล ภาวนา

    - ถ้าอยากมีทรัพย์สมบัติมาก ก็ต้องให้ทานมาก

    - ความร่ำรวยในทางพระพุทธศาสนา มี 3 นัยยะ

    (1) มูลค่าทรัพย์สินต่าง ๆ 

    (2) การจัดการทรัพย์สิน- สัดส่วนระหว่างรายรับกับรายจ่าย

    (3) อริยทรัพย์ – เจริญอิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 สติปัฏฐาน 4

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  • ลักษณะการมองโลกแง่ดี - แง่ร้าย

    คนมองโลกในแง่ร้าย ไม่เหมือนคนรอบคอบ

    คนมองโลกในแง่ดี ไม่เหมือนคนใจดีมีเมตตา

    หากแยกแยะไม่ได้ ก็จะกลายเป็นสุดโต่ง 2 ข้าง

    - เช่น ความรอบคอบ ที่เจือด้วยความเคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่พอใจ (โทสะ) ไม่ลงใจ (วิจิกิจฉา) ความรอบคอบนั้น จะเกิดความคิดอกุศลขึ้นมา กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย โดยไม่รู้ตัว

    - เช่น ความใจดีมีเมตตา ที่เจือด้วยความฉันทาคติ โมหาคติ ความประมาท ความเพลิน ไม่ตรวจสอบ ไม่เข้าใจเงื่อนไขของโลก ไม่ทันคน ก็จะกลายเป็นคนโลกสวย มองโลกในแง่ดีเกินไป ถูกหลอกได้


    ทางสายกลาง

    - คนรอบคอบ จะไม่คิดอกุศล

    - คนใจดีมีเมตตา จะไม่โลกสวย แต่มีความระมัดระวัง ไม่ประมาทเลินเล่อ

    - รักษาจิตให้อยู่ในมรรค 8 ให้ได้

    - อย่ามองโลกในแง่ร้ายอย่างเดียว เพราะจะทำให้จิตใจหยาบกระด้าง

    - อย่ามองโลกในแง่ดีอย่างเดียว เพราะจะทำให้กลายเป็นคนโลกสวย ไม่รอบคอบ

    - ต้องมี “ปัญญา” ตัดเอาความคิดที่เป็นอกุศลออกไปจากการมองโลกในแง่ร้าย ความรอบคอบก็จะเกิดขึ้นมา ซึ่งเรียนรู้ได้จากสถานการณ์ องค์ความรู้ต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ อีกมุมหนึ่ง ตัดเอาความประมาท ไม่รอบคอบ ไม่ตรวจสอบ ความเพลิน ความลำเอียงเพราะชอบ/หลง ออกไป ก็จะกลายเป็นคนรอบคอบด้วย มีความใจดีมีเมตตา มีความไว้เนื้อเชื่อใจด้วย


    เหตุให้เกิด “ปัญญา” 

    - ได้แก่ สติ ศรัทธา สมาธิ ความเพียร ความทำจริงแน่วแน่จริง ศีล

    - ทุกข์ เป็นที่ตั้งของศรัทธา ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นความทุกข์เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของทุกขเวทนาหรือสุขเวทนา ทุกข์นี่แหละ เป็นที่ตั้งของศรัทธาได้ทั้งสิ้น

    - กัลยาณมิตรที่ดี จะช่วยแนะนำให้เกิดกัลยาณธรรมได้ ทำให้เกิดปัญญาขึ้นในจิตใจได้ 

    - จิตของเรามีความเป็นประภัสสร แต่เศร้าหมองด้วยกิเลสที่จรมา ทำให้มีพฤติกรรมออกมาเป็นคนมองโลกในแง่ดีบ้าง แง่ร้ายบ้าง แต่จริง ๆ แล้ว ส่วนดีเรายังมีอยู่ ต้องอาศัย “ปัญญา” ปาดเอาส่วนที่ไม่ดีออกไป ให้รักษาและพัฒนากุศลธรรมที่เรามีอยู่ 

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.