Afleveringen

  • 3 ธ.ค. 67 - อยู่ในโลกแต่ใจเหนือโลก : อันนี้แหละก็เรียกว่าอยู่ในโลกแต่ว่าใจนี้เหนือโลก เพราะฉะนั้นถึงที่สุดแล้ว หากว่าใจเราเป็นอิสระ ไม่ว่าจะมีอะไร สิ่งที่มีก็ไม่สามารถจะทำร้ายเราได้ เพราะไม่ได้ยึดว่ามันเป็นของเรา ทันทีที่เรายึดว่ามันเป็นของเรา เราเป็นของมันทันทีเลย แทนที่จะยึดว่าสมณศักดิ์นี้เป็นเรา เป็นของเรา เราเป็นของมันทันที แต่ว่าสมณศักดิ์ แม้กระทั่งตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะนี้ก็ทำอะไรหลวงพ่อโตไม่ได้ เพราะว่าใจท่านเป็นอิสระแล้ว ไม่ได้ยึดมั่นสำคัญหมายกับสิ่งนี้ เพราะว่าท่านมีสิ่งอื่นมาแทนที่ เข้าถึงความสุขทางจิตใจ

    แล้วก็เห็นโทษของสมณศักดิ์ รวมทั้งลาภยศสุขสรรเสริญว่า มันไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยให้เกิดความสุขอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้เลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องหนี อยู่กับมันแต่ว่าเป็นอิสระจากมัน ทีนี้ถ้าเกิดว่าเราฝึกให้มาถึงขั้นนี้ได้ เราก็อยู่ในโลกได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ ไม่ว่าจะมีอะไร แต่มันก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ เรียกว่าอยู่ในโลก แต่ใจอยู่เหนือโลก นี้คือเหตุที่พระพุทธเจ้าเมื่อทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็เลยกลับเข้ามา เพื่อมาสอน ก็เพื่อที่จะมาเป็นแบบอย่างให้กับชาวโลก แม้ว่ายังมีบริขาร 8 แต่ว่าก็ไม่ยึดติด ไม่เหมือนพวกลัทธิเชนที่เขาบอกว่า เขาไม่ยึดติดอะไรเลย แล้ววิถีที่แสดงว่าเขาไม่ยึดติดอะไรเลย ก็คือไม่มีอะไรเลย ไม่สวมเสื้อ ไม่ใส่รองเท้า เรียกว่าเป็นพวกนุ่งลมห่มฟ้า เพื่อแสดงว่าฉันไม่ยึดติดอะไรเลย แต่ที่จริงแล้วเราสามารถจะมีโดยไม่ยึดติดได้ แต่ก็มีในสิ่งที่ควรมี เพราะว่ามีบางอย่างแม้ใจไม่ยึดติด แต่ว่ามันก็เป็นโทษ เป็นภาระ เป็นอุปสรรคกับการใช้ชีวิตและการทำงานได้ อันนั้นก็ควรจะเลี่ยง
  • 2 ธ.ค. 67 - ใช้ความคิด อย่าให้ความคิดใช้เรา : ทุกวันนี้ เราปล่อยให้ความคิดเป็นนายเรา อย่างที่บอกตั้งแต่แรก เราคิดอย่างไร ก็เห็นโลกแบบนั้น ถ้าเราคิดแต่ในแง่เดียว เราก็เห็นโลกแต่ในแง่เดียว ไม่เห็นโลกที่มันหลากหลาย เจอปัญหา ก็เอาแต่บ่นโวยวายตีโพยตีพาย แทนที่จะมองว่าปัญหานี้มันก็มีข้อดีนะ มันทำให้เราได้ประโยชน์ เจออุปสรรคก็ทำให้เราเกิดความฉลาด อันนี้ก็อยู่ที่วิธีคิดวิธีมองด้วย

    ฉะนั้น การที่เราเจริญสติ มันช่วยทำให้เรารู้ว่า ควรจะคิดแบบไหน ในเวลาใด หรือควรจะรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร ด้วยความคิดแบบไหน และถ้าหากว่า เรารู้จักใช้ความคิดให้เป็น มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราได้เกิดสัมมาทิฏฐิ หรือเห็นทางออกจากทุกข์ได้
  • Zijn er afleveringen die ontbreken?

    Klik hier om de feed te vernieuwen.

  • 30 พ.ย. 67 - ความสงบพบได้ที่ใจเรา : จริงๆ เรื่องนี้ มันก็สอนใจ ถ้าเรามองให้ลึกซึ้ง ในขณะที่ผู้คนแสวงหาความสุข แล้วก็ดั้นด้นไปที่ต่างๆ เพื่อหาความสุข หรือเพื่อหาเงินหาทอง ด้วยความหวังว่าจะทำให้ตัวเองมีความสุข​ แต่ที่จริงแล้ว ความสุขมันไม่ได้อยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ใจเรานั่นเอง ผู้คนจำนวนมาก ไม่ค่อยมองว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่มีค่ามากที่สุด มันมีอยู่แล้วที่ใจเรา หรืออยู่กับตัวเราอยู่แล้ว

    แต่บางครั้ง มันก็จำเป็นที่จะต้องออกไปแสวงหาข้างนอก เพื่อที่เราจะได้มาพบว่า จริงๆ แล้ว ของดีมันมีอยู่แล้วที่ตัวเรา คนหลายคนต้องเดินทางไกลเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ สุดท้ายก็พบว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือ การรู้จักตัวเอง การได้พบที่มาแห่งความสุขที่แท้ มันอยู่ที่ใจเรานั่นเอง ตรงนี้คนมักจะมองข้ามไป
  • 29 พ.ย. 67 - ดับไฟภายในด้วยใจเรา : ใจเรา ถ้าไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามา มันก็บีบคั้นเผารน ทำให้เป็นทุกข์ไม่ได้ มันก็ได้แต่อยู่ข้างนอก และถ้าเราดูมัน เห็นมัน มันไม่เพียงแต่ทำอะไรเราไม่ได้ เรายังได้ของดีจากมันด้วย ของดีนั้นคืออะไร คือธรรมชาติ หรือสัจธรรมของอารมณ์เหล่านี้ ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม

    ความโกรธ ความเกลียด ความเครียด ความเศร้า ก็สอนธรรมให้กับเราได้ นั่นก็คือความไม่เที่ยง และความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ถ้าหากมีสติ หมั่นมองมัน เห็นมันบ่อยๆ นอกจากทำให้มันทำอะไรจิตใจเราไม่ได้แล้ว เรายังได้เห็นสัจธรรมที่มันแสดง และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็คือเกิดปัญญา จนรู้ว่าไม่มีอะไรที่ยึดมั่นถือมั่นได้ ไม่มีอะไรที่ยึดว่าเป็นเราเป็นของเราได้ จากการเห็นสัจธรรมของสิ่งที่ไม่ชอบ ต่อไปมันก็จะเห็นสัจธรรมของสิ่งที่ชอบ ว่ามันก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน ไม่ว่าสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ฉะนั้น นั่นแหละ ก็จะทำให้ใจเราไม่ไปยึดสิ่งเหล่านี้ต่อไป ทางออกจากทุกข์ มีอยู่แล้วที่ใจเรา ท่านติช นัท ฮันห์ ท่านบอกว่า the way out is in ทางออกนี่ อยู่ข้างใน ก็คือ ทางออกก็อยู่ที่ใจนั่นแหละ เพราะฉะนั้น เวลามีความทุกข์ อย่ามัวแต่มองหาคำตอบ หรือทางออกจากข้างนอก อย่าไปหวัง ว่าคนอื่นเขาจะช่วยเราได้ หรืออย่าไปคิดจัดการกับสิ่งภายนอก แต่ให้กลับมามองที่ใจ แก้ที่ใจ อย่างที่หลวงพ่อชา ท่านพูดว่า ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์ยืดเพราะอยาก ทุกข์มากเพราะพลอย ทุกข์น้อยเพราะหยุด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย นี่คือสัจธรรม มันคือน้ำบ่อน้อย ที่มีอยู่แล้วในทุกคนที่จะช่วยดับไฟที่มันลามก้นได้
  • 28 พ.ย. 67 - ยอมรับได้ ใจคลายทุกข์ : การอยู่กับปัจจุบันก็คือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ในการใช้เวลาทุกขณะเพื่อที่จะช่วยชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ หรือว่าเติมสุขให้ใจเท่าที่จะมีโอกาส แล้วคนเราถ้าหากว่าเรามัวแต่บ่นโวยวายตีโพยตีพาย ไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เท่ากับว่าเรากำลังปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไป

    บางคนก็เป็นทุกข์ที่คนรักจะต้องป่วยเป็นมะเร็ง จนตัวเองกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายผ่ายผอม เขียนมาถามอาตมาว่าจะทำยังไงดี อาตมาก็บอกว่า ก็เห็นใจที่คนรักของคุณนี่กำลังจะจากไป แต่ว่าอยากจะบอกอย่างหนึ่ง ตอนนี้เขายังอยู่ ขณะที่เขายังอยู่มันเป็นเวลาที่ดี เป็นโอกาสทองที่จะทำความดีร่วมกัน ที่จะมีความสุขร่วมกัน ที่จะมอบสิ่งดี ๆ ให้แก่กันและกัน อย่าเอาแต่คิดถึงวันตายของเขา จนกระทั่งรู้สึกท้อแท้ มองข้ามไปว่าขณะที่เขายังมีลมหายใจ ยังเดินเหินไปไหนมาไหนได้ นั่นแหละคือนาทีทอง คือโอกาสทองของชีวิตที่ต้องรีบใช้ให้เกิดประโยชน์ นั่นคือทำดีต่อกัน มีความสุขร่วมกัน ฉะนั้นอย่ามัวแต่เศร้าโศกเสียใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ดูแลตัวเองให้ดีจะได้มีเวลาทำดีให้กับคนที่ตัวเองรัก แล้วก็ถ่ายทอดความรู้สึกดี ๆ ให้กับเขา ทำให้เขามีกำลังใจ เพราะถ้าหากว่าตัวเองหงุดหงิด หรือว่าซึมเศร้าก็จะถ่ายทอดพลังลบให้กับเขา ทำให้เขาแย่ลงไปอีก
  • 20 พ.ย. 67 - จับหลักได้ ฝึกใจไม่ยาก : เรื่องการปฏิบัติ ถ้าเราเข้าใจจุดมุ่งหมายแล้ว มันจะไม่มีปัญหา เราก็สามารถจะประยุกต์วิธีการต่างๆ มาใช้กับตัวได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปติดรูปแบบ พอจับหลักการเจริญสติได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเดินจงกรม สร้างจังหวะอย่างเดียว

    บางคนเวลาเจริญสติทีไรก็นึกถึงการสร้างจังหวะ ที่จริงไม่จำเป็นนะ คลึงนิ้วก็ได้ ตามลมหายใจก็ได้ ไม่จำเป็นต้องยกมือสร้างจังหวะ อย่างบางคนนี่นั่งบนรถเดินทางกลับบ้าน ก็ยกมือสร้างจังหวะไปด้วย ถามว่าทำไมยกเลิกสร้างจังหวะ เขาตอบก็เพื่อเจริญสติ แต่ที่จริงเจริญสติทำได้หลายวิธี ไม่จำเป็นต้องสร้างจังหวะหรือติดอยู่กับการสร้างจังหวะ จะกระดิกนิ้ว คลึงนิ้ว พลิกมือไปพลิกมือมาก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะเข้าใจ การคุยกับคน มีใครมาเยี่ยมมีใครมาก็เจริญสติได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องมาสร้างจังหวะ ใครมาหาก็ไม่หงุดหงิด ไม่รำคาญ ว่าเขามาขัดขวางการปฏิบัติของเรา เพราะว่าการคุยกับเขา การมีสติกับการฟัง การมีสติกับการพูดก็เป็นการปฏิบัติเหมือนกัน ฉะนั้นถ้าเราจับหลักได้ การฝึกใจจะง่าย จะทำได้ทุกที่ทุกเวลา
  • 18 พ.ย. 67 - การเดินทางสำคัญไม่น้อยกว่าจุดหมาย : สิ่งที่เราเรียนรู้ระหว่างทางนี้ มันสำคัญไม่น้อยไปกว่าการที่บรรลุถึงจุดหมาย อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักชัด จุดหมายไม่สำคัญเท่ากับกลางทาง ระหว่างทาง

    ถึงจุดหมายก็ไม่สำคัญเท่ากับการเดินทาง เพราะฉะนั้นอย่าไปรังเกียจหากว่าจะต้องเดินทางไกลและเหนื่อย เพราะว่าการเดินทางไกลนี้มันได้ให้อะไรกับเราหลายอย่าง แม้จะยังไม่บรรลุถึงจุดหมาย แต่ว่าสิ่งที่ได้มามันก็มีค่า อาจจะมีค่ากว่าจุดหมายที่เราวาดหวังจะบรรลุด้วยซ้ำ
  • 17 พ.ย. 67 - ใจนิ่งไล่ความหลง : ให้ลองสังเกตดู การที่ใจเรานิ่งมันช่วยทำให้อารมณ์ไม่ว่าเกิดขึ้นภายในใจเรา หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นจากภายนอกแล้วกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย มันหมดพิษสงลง มันจะไม่สามารถอาละวาดหรือก่อกวนรังควาญเราได้เลยถ้าเราแค่นิ่ง เรียกว่าวางใจเป็นกลางกับสิ่งต่าง ๆ ถ้ารู้เฉย ๆ สักแต่ว่ารู้ เสียงกระทบหูก็สักแต่ว่ารู้ รูปกระทบตาก็สักแต่ว่าเห็น อารมณ์เกิดขึ้นก็สักแต่ว่ารู้ แต่ไม่ไปข้องแวะกับมัน ดูมันเฉย ๆ

    แต่เมื่อไรก็ตามที่เราไม่สามารถจะดูเฉย ๆ ได้ เหมือนกับไก่ที่ยังไม่ได้ฝึกมา มันเห็นไก่ตัวอื่นมา มันก็ห้ามใจไม่ได้ มันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปตี เข้าไปสู้ มันไม่สามารถจะฝึกใจให้นิ่งได้ เพราะฉะนั้นเราถึงต้องมาฝึก ฝึกเพื่อให้ใจเรานิ่ง นิ่งไม่ได้หมายความว่าไม่มีความคิด ไม่มีอารมณ์ มีได้ มีความคิดได้ มีอารมณ์ได้ แต่ว่าใจไม่ไปทำอะไรกับความคิดและอารมณ์นั้น ก็แค่รู้ซื่อ ๆ ดูเฉย ๆ นี่คือความหมายของคำว่านิ่ง นิ่งแบบรู้ ไม่ใช่นิ่งเพราะหลง หรือเพราะไม่รู้
  • 16 พ.ย. 67 - คาดหวังให้น้อย ยอมรับให้มาก : ความโกรธ ความหลง ความฟุ้ง ก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่เพียงแต่ยอมรับ ว่ามันเป็นธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ แต่เรามองว่ามันมีประโยชน์ มาช่วยฝึกใจ ให้มีสติรู้ทันมันได้เร็วขึ้น อันนี้มีประโยชน์​ หลงเยอะๆ นี่ไม่เป็นไร ขอให้รู้ว่าหลงก็แล้วกัน ดีกว่าสงบแล้วไม่รู้ สงบแล้วไม่รู้ว่าสงบนี่ อันนี้แย่ จะดีหรือแย่ ไม่ใช่ว่าถูกใจเรา หรือไม่ถูกใจเรา มันอยู่ที่ว่า เราปฏิบัติกับมันอย่างไร สงบแต่เราไม่รู้ อันนี้ไม่ดี แต่ฟุ้งแล้วเรารู้ หลงแล้วเรารู้ อันนี้ดี โกรธก็เหมือนกัน หงุดหงิดก็เหมือนกัน มันมาเพื่อให้เราได้เรียนรู้ ทุกอย่างมีประโยชน์ ถ้าเรารู้จักมอง หรือรู้จักใช้

    หลายคน ใหม่ๆ ฟุ้งเยอะ นิวรณ์รบกวนหลายอย่างเหลือเกิน ทั้งง่วง ทั้งฟุ้ง ทั้งหงุดหงิด แต่ว่าพอทำไป ทำไป แล้ว โอ้ รู้ทันได้ไวขึ้น ไวขึ้น ที่รู้ทันได้ไวขึ้น เพราะอะไร เพราะเจอมันบ่อยๆ เลยคุ้นหน้าคุ้นตา​ เรียกว่าผิดบ่อยๆ มันก็ทำให้รู้จักทำให้มันถูก คนที่ทำการบ้านผิดบ่อยๆ นี่ โอกาสที่จะฉลาด แล้วก็ทำให้ถูกนี่ มีมาก ถ้าไม่กลัวผิด มันก็มีโอกาสที่จะถูกมากขึ้น ถ้าไม่กลัวหลง ก็จะมีโอกาสรู้ทันได้มากขึ้น คือการยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับใจ มันจะช่วยให้เราพบกับความก้าวหน้าในการปฏิบัติตรงกันข้าม ความคาดหวัง หรือความอยาก มันจะเป็นอุปสรรค หน่วง หรือว่าชะลอการปฏิบัติ หรือทำให้การปฏิบัติ เต็มไปด้วยความทุกข์ ฉะนั้น รู้จักวางใจให้ถูก ลดความคาดหวังลง แล้วก็ให้หัดทำเล่นๆ แต่ว่าทำจริงๆ
  • 15 พ.ย. 67 - จิตสว่างไสวเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ : ถ้าหากว่ามีธรรมะเป็นที่พึ่ง ชีวิตก็จะเข้าถึงความอิสระอย่างแท้จริง จะว่าไปก็เปรียบเหมือนกับดวงจันทร์ ดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่สว่างไสว จิตใจที่เข้าถึงธรรมก็จะสว่างไสวอย่างนั้น เพราะเป็นจิตใจที่ปลอดพ้นจากความหลง ไม่ว่าจะเป็น ความหลงขั้นต้นคือความไม่รู้สึกตัว หรือ ความหลงที่สูงกว่านั้นคือการไม่รู้ความจริง

    ขึ้นชื่อว่าการไม่รู้ตัว หรือไม่รู้ความจริง มันก็ทำให้จิตใจหมองคล้ำ เพราะมันทำให้ยึดมั่นถือมั่น ไม่ว่าสิ่งที่ให้ความสุขกับเราแต่เจือไปด้วยทุกข์ หรือสิ่งที่มันเป็นบาปอกุศลที่สร้างความขุ่นข้องหมองใจ ความหลงแบบนี้ ทำให้จิตใจเศร้าหมอง แต่ถ้าขับความหลงออกไป เริ่มจากความไม่รู้ตัว จนกระทั่งต่อไปคือความไม่เข้าใจความจริงหรือสัจธรรม จิตใจก็จะแจ่มกระจ่าง เหมือนกับพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ความสว่างของดวงจันทร์ สามารถขับไล่ความมืดออกไปได้ ในขณะที่ความมืดไม่สามารถที่จะบดบังทำให้พระจันทร์เศร้าหมองเลย ยิ่งมืดเท่าไหร่ พระจันทร์ก็ยิ่งสว่างไสวมากเท่านั้น อันนี้ก็หมายความว่า เมื่อจิตใจเราได้เข้าถึงสัจธรรมแล้ว แม้รอบตัวของเราจะเต็มไปด้วยคนที่ไม่น่ารัก จะมีคำตำหนิติฉินนินทา มันก็ไม่ทำให้จิตใจเราเป็นทุกข์ได้ พูดง่ายๆ ก็คือว่า ไม่ว่าจะเจอโลกธรรมฝ่ายลบฝ่ายบวก จิตก็ยังผ่องใส ใจไม่กระเพื่อม ไม่หวั่นไหวไปกับโลกธรรมที่มากระทบ เหมือนกับดวงจันทร์ที่มีความมืดโดยรอบก็ทำอะไรไม่ได้ ยิ่งมืดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสว่างไสวมากเท่านั้น ยิ่งใครมาทำร้าย ใครมาต่อว่า หรือมาเบียดบัง จิตใจก็ยิ่งแจ่มกระจ่าง ฉะนั้น เวลาเรามาถึงวันเพ็ญเดือน 12 อย่านึกถึงแต่การลอยกระทง ให้นึกถึงธรรมะที่สืบเนื่องจากการปรินิพพานของพระสารีบุตรด้วย
  • 14 พ.ย. 67 - โชคกับเคราะห์มีประโยชน์เสมอกัน : การปฏิบัตินั้นถ้าเราอยากจะมีชีวิตที่สงบ เย็น เป็นสุข เราก็ต้องรู้จักปฏิบัติต่อบวกและลบ โชคและเคราะห์ เท่า ๆ กัน เสมอกัน สำหรับคนที่ไม่ได้ปฏิบัติด้วยการเจริญสติ มันก็อาจจะยาก อาจจะยากที่จะวางใจเป็นกลางต่ออารมณ์บวกและอารมณ์ลบ แต่สำหรับคนที่เจริญสติแล้วจะทำได้ง่ายกว่า

    แต่ถ้าเจริญสติแล้วเราไม่ได้รู้จักวางใจเป็นกลางต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อันนี้ก็สันนิษฐานว่าปฏิบัติไม่ถูกหรือว่ายังปฏิบัติไม่มากพอ เพราะถ้าเราเจริญสติถูก เจริญสติได้ดี เราจะรู้จักวางใจเป็นกลางต่อบวกและลบที่เกิดขึ้นในใจ เพราะว่าการรู้ซื่อ ๆ มันก็คือวางใจเป็นกลางต่ออารมณ์ที่น่ายินดี แล้วก็อารมณ์ที่ไม่น่ายินดี ความคิดบวกหรือความคิดลบ ความพึงพอใจหรือความไม่พึงพอใจที่เกิดขึ้น ก็เห็นมันมีค่าเสมอกัน ทีแรกเพราะมีสติรู้ทัน รู้ซื่อ ๆ ตอนหลังก็เพราะเห็นว่ามันก็สอนสัจธรรมเหมือนกัน สอนเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกัน มันมีค่าเสมอกันในทางธรรม ถ้ามองในระดับวิปัสสนา แต่ถ้ามองในระดับสมถะ ความปีติ ความยินดี ความสงบ มันดีกว่าความหดหู่ ห่อเหี่ยว ความเบื่อ เวลาเราเจริญสมถะนี้ เราจะมีการเลือกที่รักมักที่ชัง อารมณ์ที่เป็นบวกก็เอา อารมณ์ที่มันเป็นลบก็ไม่เอา ผลักไส แต่เวลาเราเจริญวิปัสสนา อารมณ์ที่บวกหรือลบมีค่าเสมอกัน เพราะว่ามันสามารถจะก่อให้เกิดทุกข์ได้ถ้าไปยึด แต่ถ้าไม่ยึดมัน รู้จักมองมัน มันก็สอนสัจธรรมให้กับเราได้ และนี่แหละก็คือเหตุผลว่าทำไมเราควรปฏิบัติต่อโชคและเคราะห์ สุขและทุกข์ บวกและลบ เสมอเหมือนกัน
  • 8 พ.ย. 67 - ปลูกสติจนเป็นธรรมประจำใจ : คนเราพอมีความทุกข์มักจะหนี แต่บางคนก็พยายามหาหนทางออกจากทุกข์ พอคนเราหาทางออกจากทุกข์ ก็มาใคร่ครวญ จนพบความจริงว่า ป่วยกายแต่ใจไม่ป่วยก็ได้ ที่ป่วยใจเพราะอะไร เพราะว่าใจที่ไม่อยู่กับปัจจุบัน ใจที่ยึดติดถือมั่น ใจที่มองเห็นแต่ความทุกข์ ไม่รู้จักมองเห็นความสุขที่มีอยู่รอบตัว

    ขนาดป่วยอย่างนี้เธอก็ยังรู้จักหาความสุข ไม่ใช่จากการกินดื่มเที่ยวเล่น แต่จากการมองชีวิตในมุมใหม่ แล้วก็พบว่า สิ่งที่เธอมีอยู่ เป็นอยู่ตอนนี้ มันก็มีความสุขให้เธอได้เก็บเกี่ยว หรือว่าชื่นชมได้ อันนี้ก็เลยเป็นแง่คิดสำหรับคนที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งไม่เจ็บป่วย แต่ก็น่าจะใคร่ครวญ เพราะว่าความทุกข์ความเจ็บป่วย รวมทั้งความพลัดพรากสูญเสีย มันต้องเกิดขึ้นกับเราแน่นอนในวันข้างหน้า ไม่มีใครหนีพ้น รวมทั้งความตายด้วย แต่ถ้าเรารู้จักวางใจให้ถูก เข้าใจความจริงของชีวิต เข้าใจจิตใจของตัวเอง โดยเฉพาะเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง ก็สามารถจะออกจากทุกข์ หรือว่าเป็นอิสระจากความทุกข์ได้
  • 7 พ.ย. 67 - หมั่นมองตน ไม่เพ่งโทษคนอื่น : เราต้องหมั่นมองตนอยู่เสมอ อย่ามัวแต่เพ่งโทษคนอื่น เพราะถ้าเราเพ่งโทษคนอื่น เราจะเผลอ ไม่ดูแลใจ แล้วกิเลสมันก็จะมาครอบงำ ฉะนั้นการมีสตินี้มันจึงสำคัญมากเลย เพราะสติช่วยทำให้เราไม่มัวแต่เพ่งโทษคนอื่น แต่ว่าคอยหมั่นมองใจ หมั่นมองตน แล้วคอยเตือนตนอยู่เสมอ ยิ่งเราเตือนตนมากเท่าไหร่ ไม่ประมาท ไม่ดูแคลนกิเลส เราก็มีโอกาสที่จะรับมือกับกิเลสได้ดีขึ้น

  • 6 พ.ย. 67 - มั่นคงในวิถีธรรม : บ่อยครั้งแม้เรามาปฏิบัติธรรม แต่เราเอาวิถีทางโลกมาใช้ แสวงหาสิ่งที่ถูกใจ อะไรที่ทำให้สบายก็ถือว่าดี อะไรที่ทำให้ไม่สบาย ไม่ถูกใจ ถือว่าไม่ดี แต่ว่าในทางธรรมจะดีหรือไม่ มันอยู่ที่ว่าเราเกี่ยวข้องกับมันอย่างไร สุขอาจจะไม่ดีก็ได้ถ้าเกิดหลง ทุกข์อาจจะดีก็ได้ถ้าเกิดรู้ทุกข์ หรือว่ารู้เท่าทันอารมณ์ที่ทำให้เป็นทุกข์

    เวลาเรามาปฏิบัติธรรม ต้องหมั่นสังเกตว่า เราเอาวิถีทางโลกมาใช้ในการปฏิบัติธรรมหรือเปล่า เพราะถ้าเราเอาวิถีทางโลกมาใช้กับการปฏิบัติธรรม เราก็จะแสวงหาแต่สิ่งที่ถูกใจ สิ่งที่พอใจ สงบดี แต่ถ้าไม่สงบนี่ไม่ดี แต่ที่จริงแล้วไม่สงบมันก็อาจจะดีได้ ถ้าใช้มันให้เป็น เช่นเดียวกัน คำชมในทางโลกถือว่าดี แต่ในทางธรรมอาจจะไม่ดีก็ได้ถ้ามันทำให้เราประมาท ในทางตรงข้าม คำต่อว่าด่าทออาจจะดีก็ได้ ถ้าเรารู้จักใช้มัน เอามาเป็นเครื่องฝึกใจ ให้ลดละความยึดมั่นถือมั่น ลดละความยึดมั่นในหน้าตา หรือมีสติรู้ทันความไม่พอใจที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างวิถีโลกและวิถีธรรม และถ้าเราเห็นว่าวิถีธรรมมันดี ก็อย่าลืมอย่าเผลอเอาวิถีโลกมาใช้กับวิถีธรรม จนกระทั่งทำให้เสียหลักไป
  • 5 พ.ย. 67 - ดูแลใจให้สงบและสว่าง : และปัญญาที่เกิดขึ้นมันช่วยถอนรากถอนโคนที่มาแห่งความทุกข์ หรือสมุทัยได้ ยังไม่นับการที่เราได้เห็นว่าเรามีนิสัยใจคออย่างไร บางคนก็เพิ่งมารู้ว่าเป็นคนชอบคิดลบคิดร้าย เป็นคนที่เจ้าอารมณ์ ก็ตอนที่มาปฏิบัตินี่แหละ

    ก่อนหน้านั้นไม่รู้ พอมาปฏิบัติก็เห็นความคิดลบคิดร้ายเกิดขึ้น ความขี้อิจฉา หรือความขี้โกรธเจ้าอารมณ์ บางคนตลอดทั้งชีวิตนี้ไม่เคยรู้เลย แต่พอมาปฏิบัติก็เห็นเลย ใหม่ๆ ก็ทำใจไม่ได้ แต่ตอนหลังก็ยอมรับว่าเราก็เป็นปุถุชน อันนี้คือความจริงขั้นพื้นฐานที่ได้จากการปฏิบัติธรรม แต่ว่าเป็นความจริงที่ยังมีตัวมีตนอยู่ จนกระทั่งปฏิบัติจนเห็นว่าจริงๆ แล้วมันไม่มีเรา มันเหลือรูปกับนาม ตรงนี้จะช่วยลดทอนความทุกข์ได้ มันทำให้เกิดความสว่าง การปฏิบัติมาถึงตรงนี้จึงจะนับว่าเป็นวิปัสสนา ถ้าไม่ถึงตรงนี้มันก็ยังเป็นแค่สมถะ ซึ่งก็ยังมีประโยชน์ ฉะนั้นการภาวนา ก็ขอให้เข้าถึงความสงบ ไม่ใช่สงบเพราะตัดการรับรู้ แต่สงบเพราะรู้ทันความคิดและอารมณ์ แล้วก็ก้าวไปให้ถึงความสว่าง คือปัญญาที่เข้าใจความจริงของชีวิต หรือว่าความจริงเกี่ยวกับรูปและนาม
  • 3 พ.ย. 67 - ดูแลใจไม่ให้ทุกข์ : ถ้าเรารู้ว่าจิตปรุงแต่งในทางลบ เราก็ลองเปลี่ยนให้มันเป็นกลาง ๆ ดู หรือเปลี่ยนให้มันเป็นบวก อย่างคนที่เขามองได้ยินเสียงเลื่อยยนต์แล้วเขารู้สึกแย่ รู้สึกหงุดหงิดในทีแรก เพราะว่าไปให้ค่าว่าเป็นเสียงที่ไม่ดี เสียงรบกวน รบกวนการนั่งสมาธิ แต่พอไปให้ค่าให้ความหมายว่าเป็นเสียงเพลง เสียงนั้นไม่รบกวนจิตใจเขาอีกต่อไปเลย

    จะว่าไปแล้ว สุขหรือทุกข์มันอยู่ที่ใจเราแท้ ๆ ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่มากระทบกับเรา ไม่ได้อยู่ที่คนที่เกี่ยวข้องกับเรา ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา แต่มันอยู่ที่ว่าเรามองมันอย่างไร เรารู้สึกกับมันอย่างไร เรามีท่าทีกับมันอย่างไร และนี่คือสิ่งที่เราควรจะรู้ได้จากการที่เรามาเจริญสติ แล้วก็เห็นว่าอะไรคือเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง ซึ่งที่สุดแล้ว เหตุแห่งทุกข์ก็อยู่ที่ใจเรา ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ การที่จะแก้ทุกข์มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะความทุกข์ใจ
  • 2 พ.ย. 67 - ใจไม่ยึด ก็ไม่ทุกข์ : เคล็ดลับในการที่จะรับมือกับอารมณ์เหล่านี้ ก็คือ แค่ปล่อยวางมัน ไม่ยุ่งกับมัน อันนี้คือโอกาสสุดท้ายที่เราจะไม่ทุกข์

    แต่ถ้าเราทำได้คือ ตอนที่เกี่ยวข้องกับผู้คน สิ่งของ ถ้าเราไม่ยึดตั้งแต่แรก เมื่อมันผันผวนปรวนแปรไป อารมณ์ไม่ว่าจะเป็นเศร้า เสียใจ โกรธ ก็ไม่เกิด น้อยเนื้อต่ำใจ ก็ไม่เกิด แต่ถึงแม้มันเกิด ก็ยังมีโอกาสที่เราจะไม่ทุกข์ ถ้าเราไม่ไปเอนเกจกับมัน ไม่ไปยุ่งกับมัน ดูมันเฉยๆ อย่างที่ว่า รู้ซื่อๆ หรือที่ท่านเรียกว่า วางมัน ปล่อยมัน แล้วมันก็จะดับไปเอง ฉะนั้น การมีสติ มันช่วยตรงนี้แหละ ช่วยทำให้เราสามารถจะรับรู้อารมณ์เหล่านี้ แบบ รู้เฉยๆ รู้แล้วปล่อย รู้แล้ววาง หรือไม่ไปเอนเกจกับมัน
  • 1 พ.ย. 67 - เคล็ดลับแห่งความสุขของชีวิต : ไม่ว่าเราจะปฏิบัติหรือดำเนินชีวิตประจำวัน ก็ให้เราไม่เพียงแต่ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง แต่ต้องมีสติเห็นใจด้วย ทำอะไร เกี่ยวข้องกับใคร กินอะไร เราต้องรับรู้อย่างถูกต้อง แต่ว่าไม่ลืมใจของเราตอนนั้นว่ามันเป็นอย่างไร ถ้าเราไปเพ่งแต่ข้างใน เราก็ไม่รับรู้โลกภายนอก แต่ถ้าเรามัวแต่ส่งจิตออกนอก เราก็ไม่เห็นใจ ไม่เห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็ปล่อยให้มันรบกวนจิตใจ

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปราชญ์คนนั้นบอกว่า เคล็ดลับแห่งความสุขก็คือ การที่รู้จักมองสิ่งต่างๆ นอกตัว สิ่งสวยงาม แต่ก็อย่าลืมช้อนที่ถือในมือ อย่าให้น้ำมันมันหก อันนี้เป็นแง่คิดที่ดีมาก​ แต่ถ้าคนที่ไม่ปฏิบัติ บางทีก็เข้าใจยากว่ามันเป็นเคล็ดลับแห่งความสุขได้อย่างไร มันเป็นเคล็ดลับแห่งความสุขก็เพราะว่า มันทำให้เราสามารถจะรับรู้สิ่งดีๆ ที่มีอยู่รอบตัว หรือมีอยู่กับตัวเราได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่หลงเพลิน เช่นเดียวกัน เมื่อเราเจอสิ่งที่แย่ ๆ เสียงดัง อากาศร้อน แต่ว่าถ้าเราดูใจ ดูแลรักษาใจให้ดี มันก็ไม่ทุกข์ เสียงดังกระทบหู แต่ว่าความหงุดหงิดไม่ครองใจ เพราะว่ารักษาใจไว้ได้ หรือเพราะมีสติ รู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ ฉะนั้น เจออะไร ไม่ว่าจะเป็นอิฏฐารมณ์ หรืออนิฏฐารมณ์ มันก็ไม่เผลอ ไม่พลั้ง เจออิฏฐารมณ์คือรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่น่าพอใจ ก็ไม่เพลิดเพลินยินดีจนลืมตัว เจออนิฏฐารมณ์ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่ไม่ถูกใจ ก็ไม่ทุกข์ ยังเป็นปกติอยู่ได้